นำเสนอวิธีคิด + วิธีการใหม่ ในการ "ป้องกัน บำบัด ฟื้นฟู" ภาวะ "สิวในวัยผู้ใหญ่" (Adult Acne) แนวธรรมชาติบำบัดองค์รวมจากประสบการณ์ตรงเรื่องสิวกว่า 23 ปี นักเขียนเจ้าของผลงาน "สิวซีเคร็ต" และหนังสือสิวอีกหลายเล่ม วรดาภา สุขพิมลกุล (บีม)

โพสต์สำคัญที่ต้องอ่านก่อน!

สาเหตุของสิววัยผู้ใหญ่ (Adult Acne) ที่ขึ้นหลังวัย 20 ปี

สิววัยผู้ใหญ่ คือ อะไร? สิวในวัยผู้ใหญ่  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า  Adult Acne  แต่ละสำนักอาจจะให้นิยามสิว ชนิดนี้แตกต่างกัน  แต่จากประสบก...

Jul 23, 2017

13 วิธี ปรับกาย - ใจ เพื่อรักษาสิวสไตล์ Holistic



สำหรับผู้ที่ได้อ่านอัลบั้ม "เหตุผลที่คนเป็นสิวหลังอายุ 20 ปี" https://goo.gl/ntVM3b ไปแล้ว รู้สึกสนใจ และอยากทดลองทำดู อยากรู้ว่าต้อง "เริ่มอย่างไร"? ให้ศึกษาจากอัลบั้มนี้ได้เลยนะคะ บีมเรียบเรียงให้ 13 เทคนิคสำคัญจากประสบการณ์เรื่องสิวกว่า 8 ปี ที่เป็น "พื้นฐาน" ที่สำคัญของการแก้ปัญหาสิวที่ "รากสิว" จากภายในอย่างแท้จริงค่ะ

คุณจะได้เรียนรู้ 13 เทคนิควิธีที่กลั่นมาจากประสบการณ์ 8 ปีเรื่องการรักษาสิวด้วยหลักธรรมชาติ พิสูจน์แล้วว่าได้ผลอย่างยั่งยืนจริง มีโอกาสสิวหายและผิวแข็งแรงได้ตลอดชีวิตที่เหลือ 

สำคัญที่ รู้แล้ว ให้ทดลองทำด้วยตัวเอง ทำต่อเนื่องอย่างต้ังใจและสนุกกับการเรียนรู้ตัวเอง และปล่อยวางในผลลัพธ์ เมื่อถึงเวลา คุณจะได้รับในสิ่งที่ต้องการเอง โดยไม่ต้องคาดหวัง ^^ ใช้หลักอิทธบาท 4 ของพระพุทธเจ้า แล้วคุณจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน


เซลล์ร่างกายจำเป็นต้องได้รับการพักผ่อน หลังจากที่เขาได้ช่วยให้เราดำเนินกิจกรรมชีวิตในแต่ละวันไปแล้ว เซลล์จะอ่อนล้า และส่งสัญญาณว่า ฉันต้องการพักแล้วนะ ด้วยอาการง่วงนอนและรู้สึกว่าตัวหนัก ๆ ช่วง 1-3 ทุ่ม (ผู้ที่มีสุขภาพดีปกติ จะรู้สึกง่วงและหนักตัว อยากเข้านอนช่วง 1-3 ทุ่ม) 

และช่วงเวลาที่ควรจะหลับสนิทจริง ๆ จะต้องอยู่ระหว่าง 4-5 ทุ่ม เป็นต้นไป และในช่วงเวลา 4 ทุ่ม - ตี 3 จะเป็นช่วงเวลาแห่งการซ่อมแซม ฟื้นฟู ดีท็อกซ์ เซลล์ของเราเอง ด้วยอวัยวะที่สำคัญที่สุด คือ ตับ ที่จะทำงานเข้มข้นที่สุดตามนาฬิกาชีวิตที่พลังชีวิตทั้งมวลของมนุษย์เราจะไปที่ตับช่วง ตี 1-3 และถ้าหากกระบวนการในช่วงค่ำคืนนี้ประสบความสำเร็จ เราจะตื่นมาได้เองช่วงไม่เกินตี 5 ด้วยอาการสมองและจิตโปร่งแบบสุด ๆ ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า เซลล์ของเราได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ พร้อมสำหรับเริ่มวันใหม่ต่อไปอย่างสดชื่น

การนอนจะประกอบด้วย 3 ช่วงคือ
ช่วงที่ 1 เตรียมเข้านอน
- ช่วงนี้ควรอยู่ในห้องนอน อยู่ไกลเครื่องมือสื่อสาร ทีวี ยกเว้นแต่ว่าใครจะฟังเสียงเพื่อกล่อมหลับหรือฟังทรานส์ ก็นำมาเปิดได้ค่ะ แต่งดการใช้ Social Media และเสพข่าวสารทั้งหมดจากทุกช่องทาง เพื่อลดความตึงเครียดของประสาทและสมองในการรับข้อมูล ซึ่งจะมีผลให้นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท จิตฟุ้งซ่านก่อนและขณะหลับ ตื่นมาไม่สดชื่น
- ปิดไฟให้สนิท ดูว่าไม่มีแสงใด ๆ สว่างเข้ามา เพราะจะทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่สนิทจริง ๆ และสามารถเปิดไฟสลัวเพื่อ อ่านหนังสือเนื้อหาดี ๆ สวดมนต์ นั่งสมาธิ เขียนไดอารี่ ทบทวนชีวิตในวันนั้น
- อาจเปิดเพลงประเภท relaxing music และจุดเทียนหอมตามชอบได้ เพื่อสร้างความผ่อนคลาย และดื่มนมอุ่น ๆ (ที่ไม่แพ้ เพื่อให้หลับได้ดีขึ้น)

ช่วงที่ 2 ขณะนอน
- ช่วงนอน เราไม่สามารถบังคับควบคุมอะไรได้อยู่แล้วค่ะ ซึ่งคุณภาพของการนอนจะมากน้อยเพียงใด จะอยู่ที่สุขภาพของเราและช่วงเวลาเตรียมเข้านอน

ช่วงที่ 3 กำลังจะตื่น
- ช่วงนี้มักจะเป็นช่วงฝัน ๆ กึ่งหลับ กึ่งตื่น ถ้าเริ่มรู้สึกตัวแล้ว ดร.บุญเลิศ สายสนิท ผู้เชี่ยวชาญด้านการสั่งจิต ได้แนะนำในคลิปวิดีโอ https://youtu.be/NlZQaiDU1YI ไว้ว่า อย่าพึ่งลืมตา และ ให้สั่งจิตตามที่เราต้องการ (ควรจะเตรียม self-talk หรือ affirmation เอาไว้ก่อนแล้ว เวลารู้สึกตัวจะได้ดึงมาใช้ได้เลย)

สำหรับผู้ที่ทำงานเป็นกะ หรือ มีอาชีพที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ จะมีเวลานอนที่มักจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จะได้รับผลกระทบทางสุขภาพค่อนข้างมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลรักษาร่างกายให้มากกว่าผู้ที่ทำงานและเลิกงานอย่างมีเวลาแน่นอน มิเช่นนั้น ร่างกายจะเสื่อมเร็วกว่าปกติ ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ได้หยุดพักผ่อนยาว จะต้องมีการล้างพิษ พักผ่อนทั้งกายและใจ ฝึกหายใจ ทานอาหารคลีน อย่างเต็มที่ให้มากที่สุด และวางแผนสำหรับการเปลี่ยนมาทำงานที่สามารถควบคุมเวลาตื่นนอน ให้เป็นไปตามนาฬิกาชีวิตให้ได้ หากต้องการดูแลสุขภาพให้ดีที่สุด



น้ำเป็นองค์ประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ และเซลล์ทุกเซลล์ก็ใช้น้ำในการทำกิจกรรมทุกอย่าง ตั้งแต่การกินอาหารของเซลล์ การหายใจ (เอาสารอาหารเปลี่ยนเป็นพลังงาน) การขับถ่าย ทุกกระบวนการของเซลล์ต้องใช้น้ำ และจะต้องใช้น้ำเลือดและน้ำเหลืองในการถ่ายเทเอาพิษและความร้อนที่เกิดขึ้นจากในเซลล์ออกไป 

แต่เรากลับมองข้ามตรงนี้ไป โดยการแสวงหาอาหารเสริมและครีมมากมายที่จะมาช่วยแก้ปัญหาสิวของเรา ทั้งที่ “น้ำ” เปล่าสะอาดแค่อย่างเดียวนี้แหละ เพียงแค่ดื่มให้ถูกวิธีและมากตามที่ร่างกายต้องการเท่านั้น จะส่งเสริมให้เซลล์อัจฉริยะของเรา สามารถจัดการตัวเองได้เป็นอย่างดี

เพราะ เซลล์ของเราฉลาดเหมือนเรา มีสมองเหมือนเรา เขารู้ว่าจะต้องดูแลตัวเองอย่างไร จะต้องย่อยอาหารอย่างไร ต้องถ่ายอย่างไร ต้องปรับอุณหภูมิให้เราอย่างไรเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ซึ่งสิ่งที่เซลล์ต้องการอย่างมาก เพื่อทำให้เขาทำงานที่เขาทำได้ตามธรรมชาติอยู่แล้วนั้น เป็นไปตามกระบวนการปกติ ซึ่งเมื่อเราดื่มน้ำ 2.5 ลิตร (นับเฉพาะน้ำเปล่าสะอาดที่ไม่แช่เย็นและไม่ต้ม) เราจะได้รับทั้งออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (ถ้าต้ม ออกซิเจนจะหายไป) เพิ่มเติมไปจากการหายใจเอาออกซิเจนเข้ามาทางอากาศ และได้รับน้ำเพื่อสนับสนุนให้เลือดของเราไหลเวียนได้ดี พาเม็ดเลือดแดงไปได้ทั่วร่างกาย แม้ปลายสุดของอวัยวะเรา คือ ผิวหนัง ปลายมือ ปลายเท้า สมอง ก็จะทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดี สมองแจ่มใส ปลายมือ ปลายเท้า มีเล็บสุขภาพดี หนังศีรษะมีความชุ่มชื้น เป็นต้น

ตับ ถุงน้ำดีที่ร้อน ก็จะได้ระบายความร้อนได้มากขึ้น สิวอักเสบ รอยแดงก็ลดลง ลำไส้เล็กและใหญ่ ก็จะชุ่มชื้นมากขึ้น ช่วยลดอาการท้องผูก ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น ลดอาการริดสีดวงทวาร ปลายประสาทของเราก็จะทำงานได้ดีขึ้น ทั้งระบบร่างกายจะทำงานสอดประสานกันดีขึ้น เหมือนเล่นดนตรีวงออเครสตร้าที่ไพเราะงดงาม ก็จะส่งผลออกมาเป็นบุคลิกภาพของเราโดยรวม แค่ปรับการดื่มน้ำเท่านั้นเอง

วิธีดื่มน้ำที่แนะนำ
- ดื่มน้ำเปล่าสะอาดไม่แช่เย็นและไม่ต้ม 2.5 ลิตรต่อวัน
- หลังแปรงฟันแล้วดื่ม 1 ลิตร (หากเริ่มดื่ม อาจทำได้ไม่ถึง ไม่เป็นไรค่ะ ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณไป ถ้าฝืน จะอาเจียน)
- ก่อนอาหาร และ หลังอาหาร 30 นาที ดื่ม 1 แก้ว หรือ 250 มล.
- ระหว่างอาหาร ห้ามดื่มน้ำ แต่ซดน้ำซุปได้
- ระหว่างวันช่วงท้องว่างให้จิบน้ำไปตลอด
- ถ้าออกกำลังกายหรือจะอบตัวให้ดื่มน้ำก่อนประมาณ 1 แก้ว เพื่อป้องกันเลือดหนืดเพราะร่างกายจะร้อนขึ้นและเสียน้ำเมื่อออกกำลังหรืออบตัว
- ก่อนนอนดื่มอีก 1 แก้ว (250 มล.)
- ช่วงที่ปรับพื้นฐานสุขภาพ งดเครื่องดื่มอื่นทั้งหมด ยกเว้นน้ำมะพร้าว ที่สามารถดื่มร่วมกับน้ำเปล่าได้ และนับเป็นน้ำใน 2.5 ลิตรนี้ด้วย (Dr.Jacob Vadakkanchery แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าและน้ำมะพร้าวในการดูแลสุขภาพประจำวัน แต่การนับไว้ใน 2.5 ลิตร บีมแนะนำไว้เอง เผื่อมีผู้สอบถามค่ะ)

แนะนำให้ศึกษาวิธีการดื่มน้ำได้ในหนังสือ น้ำ 1.6 ลิตร มีความหมายต่อร่างกายคุณมากแค่ไหน? โดยนายแพทย์ อี ซึงนัม แปลโดยคุณตรองสิริ ทองคำใส



You are what you eat. 
ยังคงเป็นจริงเสมอ เพราะร่างกายของเราคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มาประกอบกันเป็นเซลล์ อาหารคือ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะกลายมาเป็นส่วนประกอบของร่างกายเรา ดังนั้น เรื่องอาหาร เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไปและพบว่าตัวเองยังมีปัญหาผิวและสิววนเวียนอยู่ไม่ขาด ทั้งที่ได้ใช้สกินแคร์และอาหารเสริมอย่างดีที่สุด แต่ก็ไม่สามารถทำให้สิวหายได้จริง ๆ 

หลักในการเลือกกินอาหารที่บีมค้นพบว่าใช้ได้ดีในกลุ่มผู้ที่ต้องการปรับสมดุลเพื่อแก้ปัญหาสิว คือ
- เลิกกินอาหารที่แพ้
- กินตามโดชา (อายุรเวท)
- กินตามกรุ๊ปเลือด
- กินคลีน และผักผลไม้สดมาก ๆ
- งดของกิน 10 อย่าง

รายละเอียดเรื่องอาหารจะอธิบายในคราวต่อไป

สำหรับการปรับเรื่องการกินในเบื้องต้นสำหรับผู้เริ่มต้น บีมอยากจะแนะนำให้เริ่มจาก การฝึกตัวเองให้งดของกิน 10 อย่าง ซึ่งเมื่อดูแล้ว จะเป็นของที่เราคุ้นเคยและชอบกินมาก่อน แต่สิ่งเหล่านั้น คือ สิ่งที่ทำให้เราเป็นสิวและผิวอ่อนแอ ดังนั้น หากเราต้องการสุขภาพผิวที่ดีจริง ๆ และสิวหายอย่างถาวร จำเป็นมากที่จะต้องตัดสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากวงจรชีวิตให้ได้ก่อน ซึ่งข้อมูลของกิน 10 อย่างนี้ มาจากการศึกษา สังเกต ทดลอง ด้วยตัวเองและในฐานะที่ปรึกษาอิสระให้ผู้ที่มีปัญหาสิวมากว่า 8 ปี สามารถตรวจสอบได้ที่https://bye-bye2acne.blogspot.com/2017/04/foods-cause-acne.html โดยตั้งใจเลิกไปทีละอย่างจนทำได้ทั้งหมด

และเริ่มฝึกการกินผักผลไม้สด น้ำปั่นผักผลไม้สด แนะนำตามสูตร Dr.Tom Wu เลือกที่คุณชื่นชอบได้เลย เบื้องต้นขอให้ทำเท่านี้ก่อ

และถ้ามีโอกาสและงบประมาณมากพอ แนะนำให้ตรวจเช็ครายการอาหารที่คุณแพ้จากสถานพยาบาลแบบโฮลิสติคที่ปัจจุบันนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาหารเหล่านี้ ไม่ได้มีพิษภัยอะไร แต่ร่างกายของคุณไม่สามารถรับได้ ส่วนใหญ่เมื่อกินแล้วจะทำให้เป็นสิวทุกครั้ง ถ้าหยุดกิน ก็จะไม่มีสิวขึ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ไข่ (บีมแพ้ไข่) ถ้ากินก็จะมีสิวขึ้นแนวกรามทุกครั้ง ถ้าไม่กิน จะไม่มีขึ้นอีกเลย เป็นต้น ถ้าหากคุณยังไม่มีงบประมาณที่มากพอ (เท่าที่ทราบจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 – 15,000 บาท)

แนะนำให้สังเกตผลการรายงานอาหารที่คนแพ้บ่อย ๆ และลองเอามาเช็คตัวเองดู เมื่อใดที่กินอาหารที่ส่วนผสมนั้น ๆ สิวจะขึ้นใน 24 ชั่วโมงหรือไม่ ถ้ามีและมีซ้ำ ๆ ทุกครั้งที่กิน แสดงว่า เป็นไปได้ค่ะ ก็ให้หลีกเลี่ยงไปเสีย



อากาศเป็นชี่หรือพลังงานชีวิตที่มีไม่จำกัดที่จักรวาลตั้งใจมอบให้แก่เรา ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ จะมีอากาศที่มีพลังชีวิตอยู่มาก มีออกซิเจนอยู่มาก ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องฝึกฝนการหายใจ ในที่อากาศที่บริสุทธิ์ ซึ่งการออกกำลังกายโดยการวิ่งบนฟุตบาทที่มีควันเสียลอยอยู่เต็ม เป็นกิจกรรมที่บีมคิดว่า ร่างกายจะได้รับผลเสียมากกว่าผลดี ดังนั้น การเลือกสถานที่สูดอากาศนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เลยทีเดียว 

สวนสาธารณะเหมาะสำหรับการไปสูดอากาศในชีวิตประจำวันของคนในเมือง ถ้าคนที่อยู่ต่างจังหวัด ก็จะมีอากาศที่ดีมากกว่า (ยกเว้นโซนที่เผาป่า เผาขยะ โซนโรงงาน และสถานที่เพาะปลูกที่ใช้ยาฆ่าแมลงอย่างหนัก) สำหรับผู้ที่อยู่ในเมือง ควรหาโอกาสไปต่างจังหวัดที่มีอากาศบริสุทธิ์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือ 2 สัปดาห์ครั้ง เพื่อรับพลังชีวิตให้สมดุล ฟอกปอด ฟอกเลือด ให้สะอาด ให้สมองและเซลล์ได้รับพลังที่ดีทั่วถึงทุกอณูร่างกาย

การหายใจที่บีมพบว่าได้ผลดีสำหรับผู้เริ่มฝึกหายใจ คือ สูตร 1-4-2 ของ Dr.Pop ฐาวรา สิริพิพัฒน์ ที่เขียนแนะนำไว้ในหนังสือ “ไปใช้ชีวิตซะ” คือ หายใจเข้า 1 วินาที กักไว้ 4 วินาที และปล่อยออก 2 วินาที ทำ 10 ครั้ง ทั้งหมด 3 ยก

ซึ่งหลังจากที่บีมทดลองทำและได้แนะนำให้แฟนเพจ ผู้ที่มาเรียนในคลาส Workshop ได้ลองทำดู หลายคนไม่เคยนั่งสมาธิมาก่อน กลับพบว่า เทคนิคนี้ทำให้รู้สึกสงบ สบาย และรู้สึกตามดูลมหายใจได้ดีเป็นพิเศษ

และด้วยวิธีนี้ เป็นการอัดออกซิเจนเข้าปอดและร่างกาย การกักลมไว้ คือ การทำให้ออกซิเจนไปได้ทั่วถึงทุกเซลล์แม้ที่ปลายนิ้ว เป็นการเชื่อมต่อกับความสงบภายในตัวเราเอง และทำให้สมองได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้จิตสงบขึ้น มีพลังชีวิตเพิ่มขึ้นจากเพียงแค่ปรับการหายใจเท่านั้นเอง และด้วยการทำแบบนี้ ผิวหนังจะมีออกซิเจนไปเพิ่มขึ้น ทำให้เชื้อโรคลดลง เซลล์แข็งแรงขึ้น จะทำให้ผิวหนังแข็งแรงขึ้นโดยภาพรวม



ภาวะที่ดีที่สุด คือ ขับถ่ายหลังดื่มน้ำ 1 ลิตรได้หมดหรือเกือบหมดภายในเวลาไม่เกิน 20 นาทีหลังดื่มน้ำ อย่างน้อยก็ต้องรู้สึกโล่งไป 90% ขึ้นไป และขับถ่ายไม่เกิน 7 โมงเช้า ตามนาฬิกาชีวิตในร่างกายมนุษย์ทุกคน เพราะหลังจากนั้น ร่างกายจะไม่โฟกัสเรื่องการดีท็อกซ์ตัวเองแล้ว (เรามีเวลาดีท็อกซ์ตัวเองตั้งแต่ ตี 3 – 7 โมง เท่านั้น ที่เป็นเวลาตามธรรมชาติ ที่ร่างกายจะมีพลังขับพิษออกสูงสุด) ซึ่งจะมีผลให้ ผู้ที่ขับถ่ายหลัง 7 โมง จะมีภาวะอุจจาระตกค้าง แม้จะขับถ่ายทุกวัน แต่ก็จะมีกลิ่นปาก กลิ่นตัว มีภาวะหงุดหงิด ผิวขาดน้ำ ร้อนในง่าย เป็นต้น หรือในบางคนเป็นหนัก คือ ไม่ถ่ายทุกวันหรือไม่ถ่ายเป็นสัปดาห์ หรือเดือนก็มี

วิธีการปรับสมดุลเรื่องขับถ่าย จะต้องใช้เวลา เพราะระบบนี้เป็นระบบที่ได้รับความเสียหายค่อนข้างหนักจากการกินผิด อยู่ผิดมาเป็นเวลานาน และเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยมาก ซึ่งหากจะปรับระบบขับถ่ายของลำไส้ จะต้องปรับหลายเรื่องพร้อม ๆ กัน

- ตั้งแต่เรื่องของอารมณ์ ต้องบริหารความเครียด ปล่อยวางให้เป็น
- ปรับการดื่มน้ำให้ถูกต้องและมากพอ
- ปรับอาหารให้ทานอาหารมีเส้นใยประเภทละลายในน้ำให้มากขึ้น
- ต้องบริหารหน้าท้อง ออกกำลังกายที่หรือเล่นโยคะท่าที่ทำให้หน้าท้องได้ขยับ แนะนำให้ทำท่าอุทธิยานะพัทธะ ตามคำแนะนำของ ครูนิน โยคะ ที่จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้และลมปราณในลำไส้ขับของเสียออกไปได้มากกว่าปกติ และแก้ไขอาการท้องผูกเรื้อรังให้ดีขึ้น
- ฝึกหายใจเข้าออกลึก ๆ เพื่อให้กระบังลมไปนวดลำไส้ให้ขยับ
- การนอนเข้าให้เร็วเพื่อสะสมพลังงานหยางของร่างกายให้มากพอ ซึ่งเป็นพลังงานที่จะสะสมตอนที่เรานอนจนถึงเช้า (เป็นพลังที่ปลุกให้เราตื่นถ้าเราชาร์จพลังนี้เต็มแล้ว) เพื่อตอนเช้า พลังหยางนี้จะช่วยให้เซลล์ที่ผนังลำไส้ขยับได้มากขึ้น ช่วยกันขับอุจจาระตกค้างออกไปได้ดีขึ้น
- การถ่ายพยาธิ การล้างอุจจาระตกค้างในลำไส้ให้หมดไป เพื่อช่วยเคลียร์พิษเก่า ๆ ที่พยาธิสร้างไว้ อุจจาระแข็ง ๆ เก่า ๆ รวมทั้งกลุ่มไขมันทรานส์ที่เหนียวติดผนังลำไส้ให้ออกไป
- การเติมโพรไบโอติคส์ เพื่อทำให้แบคทีเรียที่ดีช่วยเหลือลำไส้ในการต่อสู้สิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรค และช่วยในการย่อย ดูดซึมสารอาหารและการขับถ่ายให้ดีขึ้น

การปรับสมดุลลำไส้ จะส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย ตามเหตุปัจจัยทั้งหมดนี้เลยค่ะ



เรื่องนี้เหมือนไม่เกี่ยว แต่ส่งผลมาก เพราะ ชีวิตที่ยุ่งเหยิง กระเป๋าที่รก โต๊ะทำงานที่รก บ้านที่ไม่ได้จัดให้สะอาดสวยงาม จะส่งผลต่อสุขภาพจิตของเรา คนที่มีปัญหาสิว โดยปกติแล้วจะรู้สึกลบและคิดลบอยู่แล้ว ซึ่งการปล่อยให้สภาพแวดล้อมที่เราอยู่รก สกปรก จะยิ่งเพิ่มดีกรีความหมองหม่นในจิตใจ เพราะ สมองและจิตจะบันทึกภาพที่เราได้เห็นโดยที่เราไม่รู้ตัว และไม่คิดว่ามันจะจำได้ แต่จริง ๆ แล้ว อะไรที่เราได้เห็น เราจะเก็บเอาไว้ทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น บางครั้ง การที่เราได้ลงมือจัดตู้เสื้อผ้า ทำความสะอาด จัดเก็บโต๊ะทำงาน จะทำให้เรารู้สึกมีพลังใจก้อนเล็ก ๆ ผุดขึ้นมาว่า นี่ชั้นเริ่มทำบางสิ่งเพื่อให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นแล้วนะ ชั้นช่างเป็นคนที่มีระเบียบจริง ๆ โต๊ะทำงานก็สะอาด สวยงามเสมอ ๆ

ซึ่งด้วยความรู้สึกนี้ จะส่งผลไปยังการจัดระเบียบชีวิตของเราด้านอื่นต่อไป จะทำให้เรามีพลังและกำลังใจในการเลือกอาหารที่ดีให้ตัวเอง เราจะไปหาเวลาไปออกกำลังกายจนได้ เพราะเรารู้สึกแล้วว่า เราสามารถจัดการชีวิตของเราให้สงบ เรียบร้อย และน่าพอใจได้ เราจะรู้สึกรักและเคารพตัวเองเพิ่มขึ้น และมีความสุขมากขึ้น เมื่อได้มองเห็นว่า ห้องหรือบ้านที่เราอยู่นั้น เป็นอย่างที่เราชอบ มีแต่ของที่เราชอบ

บีมแนะนำว่า ให้คุณสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ ด้วยมือและความรู้สึกของคุณ คุณจะพบว่า ของแต่ละชิ้นจะกระตุ้นความรู้สึกที่แตกต่างกัน ให้เลือกเฉพาะของที่จับแล้วรู้สึกดีเอาไว้เท่านั้น ของที่จับแล้ว รู้สึกเจ็บปวด ทิ่มแทง หนัก ลบ ให้ทิ้งทั้งหมด โดยบีมได้นำหลักการนี้มาใช้และเห็นผลดีจริง จากหนังสือที่ชื่อว่า ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว เขียนโดยคุณ Marie Kondo (คนโด มาริเอะ) ผู้แปล ปฎิพล ตั้งจักรวรานนท์, โยซุเกะ ที่บีมแนะนำให้ทุกคนหามาอ่าน (เขามีหนังสือเสียงด้วยนะคะ คลิกที่https://youtu.be/YAWiS7MyD6I) แล้วลองทำดูนะคะ มันจะเพิ่มความรู้สึกที่ดีกับตัวเราเอง และเราจะมีวินัยและพลังในการเปลี่ยนตัวเองที่เพิ่มขึ้นเยอะมาก



ลด & งด การรับพิษใหม่ ร่วมกับการ "ล้างพิษเก่าออก" ให้หมดสิ้น

หลายคนเข้าใจว่าพิษเป็นแค่เรื่องของอาหารการกินเท่านั้น และที่เข้าใจผิดยิ่งไปกว่านั้นคือ แค่ล้างลำไส้ให้สะอาด สิวก็หายได้แล้ว ในความเป็นจริง คือ สิวหายได้จริง แต่จะหายเฉพาะบริเวณที่เกี่ยวกับลำไส้ เช่น หน้าผาก กราม คาง ร่องแก้ม 

แต่สิวที่เกี่ยวเนื่องกับตับ ถุงน้ำดี ผนังหลอดเลือดอักเสบ จะไม่หายไป และแม้จะหาย แต่ถ้าไม่ดูแลตัวเองให้ “คลีน” คือ ไม่ลดและไม่งดการรับพิษใหม่เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นจากสิ่งที่สัมผัสได้ เช่น น้ำปนเปื้อนโลหะหนัก หรือพยาธิ ควันเสียจากโรงงาน ท่อรถยนต์ ของกินที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เติมสารปรุงแต่ง สารกันเสีย หรือสิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง คือ พลังงานจากคลื่นโทรศัพท์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิคส์ จิตใจของผู้คน ถ้าหากว่า เราไม่พยายามดูแลตัวเองให้อยู่ในโซนคลีน เลือกคบคน เลือกสภาพแวดล้อม เลือกสิ่งที่เราจะรับเข้าตัวให้เป็นสิ่งที่ดีต่อเซลล์ของเราและเซลล์ต้องการจริง ๆ ก็ไม่มีวันที่สิวจะหายและร่างกายจะกลับมาสมดุลได้เลย

อาจจะได้ แต่เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ยั่งยืน เมื่อไม่มีการปฏิบัติต่อเนื่องจนเป็นนิสัยใหม่แล้ว ก็จะกลับไปสู่วงจรและร่องน้ำเดิมที่เราเคยเป็น

ซึ่งในการที่จะทำให้ร่างกายกลับสู่สมดุลที่ถาวร ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายมีความแข็งแรง สามารถต่อต้าน กำจัด สิ่งแปลกปลอม และพิษได้เป็นอย่างดี ทำให้เราอยู่ในภาวะที่ไม่เจ็บป่วยง่าย ถ้าจะเสียสมดุลก็ปรับกลับมาได้โดยง่าย เราจำเป็นที่จะต้องลดหรืองดการรับพิษใหม่ ทั้งจากสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น

และอย่าลืมว่า มงคลชีวิต 38 ประการ ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ สอนข้อแรกเลยว่า “อย่าคบคนพาล” ดังนั้น ก็เป็นหลักการเดียวกันในการดูแลสุขภาพ เราต้องไม่คบและหลีกไกลจากพิษก่อนเลย พาตัวเองให้ไกลจากคนลบ ๆ ถึงแม้ได้พบพาน ได้ปฏิสัมพันธ์ ก็อย่าได้ถือสาหาความใด ๆ หรือเก็บมาเป็นพลังลบของเราเอง แนะนำให้ฟังธรรมะจากครูบาอาจารย์และพระอาจารย์ที่คุณชื่นชอบเป็นประจำ จะทำให้บริหารจิตใจให้ไกล “พลังลบ” ได้เพิ่มขึ้น

สำหรับสูตรที่สามารถนำไปทดลองล้างพิษได้แบบง่าย ๆ คือ ใช้เกลือหิมาลัยกับมะนาว สามารถดูรายละเอียดสูตรได้ที่นี่ค่ะ https://bye-bye2acne.blogspot.com/2017/06/himalayan-salt-detox-formula.html (ห้ามใช้เกลือแกง หรือ เกลือทำอาหารทั่วไป)

และการอดล้างพิษใน 24 ชั่วโมง ดูได้ที่นี่ https://bye-bye2acne.blogspot.com/2017/06/fast-for-health.html



โดยธรรมชาติ มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการการออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะมีระบบหนึ่งของเราคือ ระบบน้ำเหลืองหรือคือ ระบบภูมิคุ้มกัน (เม็ดเลือดขาวทหารของเรานั่นเอง) ที่ไม่สามารถจะหมุนเวียนได้ดีหรือเป็นน้ำนิ่งเมื่อเราไม่ออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ มีพิษสะสม เป็นโรคได้ง่าย และนอกจากนี้ การออกกำลังกายยังส่งผลต่อมนุษย์เราในหลายทาง เป็นหนทางในการปลดปล่อยความเครียด พลังอั้นในตับ ให้กระจายออกสู่ภายนอก และหลั่งสารแห่งความสุขออกมาในขณะที่เราฟินสุด ๆ จนลืมนับเวลาในการออกกำลังกาย และยังทำให้หัวใจ การหมุนเวียนของเลือด การส่งสารอาหาร การเผาผลาญไขมันส่วนเกิน การล้างพิษตกค้าง ทำได้เพิ่มขึ้น สมองและจิตใจก็ปลอดโปร่ง จากที่เคยคิดทางแก้ปัญหาไม่ออก เพราะเลือดไม่ไปถึงสมองมากนัก ก็อาจจะคิดออกได้อย่างง่ายดาย และทำให้เส้นประสาทที่ตึงคลายออก จะส่งผลให้นอนหลับได้ดีขึ้น เมื่อหลับได้ดี ร่างกายก็จะฟื้นฟูตัวเองได้ดี ดีท็อกซ์ตัวเองได้ดี คือ ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายสิบตัว เป็นอะไรที่คุ้มมากและประหยัดมาก

ในการเลือกประเภทของการออกกำลังกายนั้น ให้แล้วแต่ตัวเราชอบ ไม่มีอะไรที่ดีที่สุด เราสามารถเลือกได้หลากหลาย เพื่อให้ร่างกายสนุก ไม่เบื่อ และได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายแต่ละรูปแบบอย่างครบถ้วน

เช่น การเล่นโยคะ จะทำให้ฝึกสติ รู้ลมหายใจ ได้ยืดเส้นต่าง ๆ ทำให้เลือดลมที่ตัดขัดหมุนเวียนดี จริง ๆ ได้อะไรเยอะมากในการทำโยคะ และสามารถทำให้เหนื่อย หัวใจเต้น และเหงื่อออกได้พอ ๆ กับการออกกำลังกายประเภทอื่น แต่บางครั้ง คุณอาจจะอยากเล่นกีฬากับเพื่อน ๆ ก็ให้ตีแบด ปิงปอง ก็จะได้เรื่องความสนุก ได้สังคม ซึ่งเป็นการเติมเต็มความสุขและความสมดุลทางใจของคุณอีกแบบหนึ่ง เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ย่อมมีความสุขเมื่อมีความสัมพันธ์ที่ดี และถ้าต้องการกล้ามเนื้อ ก็ไปเล่นแบบสร้างกล้ามเนื้อได้เพิ่มเติม ซึ่งในสัปดาห์หนึ่งที่ออกอย่างน้อย 3 ครั้ง ก็อาจจะเลือกไปทำคนละอย่างแบบนี้ได้ อยู่ที่เราว่าในวันนั้น เราสังเกตว่าตัวเราต้องการแบบไหน ต้องการความสงบ ต้องการความเร้าใจ ต้องการปล่อยพลัง ฯลฯ เราก็ออกกำลังกายไปในรูปแบบนั้น หรือแม้กระทั่งการเรียนเต้นก็เป็นการออกกำลังกายที่ดีมาก ๆ

หรือถ้าคุณรู้สึกว่า ไม่ค่อยมีเวลา จะแกว่งแขนหลังตื่นนอนเป็นหลักร้อยถึงพัน ก็ย่อมได้เช่นกัน

ควรจะออกกำลังกายครั้งละประมาณ 30 นาที ให้หัวใจเต้น แต่ไม่เหนื่อยเกินไป เพราะถ้าเหนื่อยไปแทนที่จะดี กลับทำให้ร่างกายเครียด และควรดื่มน้ำประมาณ 1 แก้ว (250 มล.) ก่อนออกกำลังกาย เพื่อป้องกันอาการเลือดหนืด และจิบระหว่างดื่มเพื่อเติมน้ำที่สูญเสียไป ซึ่งถ้าปากไม่แห้งและไม่รู้สึกร้อนในออกจากคอ แสดงว่า ดื่มน้ำได้พอเหมาะแล้ว


การขอบคุณ เป็นเทคนิคที่ง่ายแต่ได้ผลดีมากในด้านการสลายพลังลบในใจให้หมดไป ทุกครั้งที่เราขอบคุณ เราจะรู้สึกว่าเราเป็นที่รัก เรามีคุณค่า เราจะรู้สึกว่า โคตรโชคดีเลยที่เกิดมาเป็นคนนี้ เราช่างได้รับความรักอย่างมากมายอย่างเหลือเฟือ ถ้าคุณไม่เชื่อเรื่องจักรวาล คุณก็ยังสามารถเชื่อได้ว่า คุณได้รับความรักอันมากมายจากพ่อแม่ของคุณ หรือบุคคลแวดล้อมที่รักคุณ ได้เช่นกันค่ะ ที่คุณสามารถสัมผัสและรู้ได้จากคนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งความรู้สึกแห่งการขอบคุณจากใจจริง เป็นพลังขั้วตรงข้ามกับ ความรู้สึกเกลียดตัวเอง ไม่เห็นค่าตัวเอง ทิ่มแทงตัวเอง ซึ่งเป็นภาวะที่คนที่มีปัญหาสิวส่วนใหญ่มักจะสะสมไว้โดยไม่รู้ตัว และทำให้เกิดภาวะทำร้ายตัวเองซ้ำ ๆ โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น จึงจำเป็นมากที่จะต้องสลายพลังลบนี้ไป ด้วยการยอมรับว่าเรามีมันอยู่ และแทนที่ด้วยความรู้สึกขอบคุณทันทีที่เรารู้สึกลบ โดยให้ระลึกถึงสิ่งดี ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราได้รับตั้งแต่ตื่นนอนถึงเข้านอน

เราสามารถขอบคุณได้ทุกสิ่งที่เรารู้สึก ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งคนและสัตว์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราตื่นมาอย่างสดชื่น ก็ให้ขอบคุณเตียงนอนและห้องนอน หมอน ผ้าห่มของเราทันที ที่ทำให้เราหลับอย่างมีความสุข และตื่นมามีพลังแบบนี้ พอมาเปิดน้ำ ก็มีน้ำไหลจากก๊อกมาให้ได้ใช้ ก็ขอบคุณที่มีน้ำไหลออกมา ขอบคุณเจ้าของหอพัก ที่ดูแลให้น้ำสะอาดไหลมาได้ตลอดแบบนี้ ขอบคุณเจ้าของโครงการหมู่บ้านที่ช่วยวางระบบน้ำให้มีใช้ตลอด ขอบคุณตัวเองที่มีดวงตาที่สวยงามอะไรเช่นนั้น นี่พึ่งตื่น ก็ดวงตาสดใส (สมมติคุณเป็นสิว แต่มีดวงตาที่สวยงาม เป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่มีอะไรในตัวที่ดีเลย อย่างน้อย ตื่นมามีแขนขาครบ ทำงานสมบูรณ์ ก็น่าขอบคุณมาก ๆ แล้ว ที่ยังได้ตื่นมาหายใจ)

หากพึ่งจะฝึกการขอบคุณ อาจจะใช้เทคนิคของคุณหนูดี ว่าให้จดบันทึกลงสมุด วันละ 1 ครั้ง เกี่ยวกับสิ่งดี ๆ ที่เราได้รับในวันนั้น อะไรก็ตามที่เรารู้สึกขอบคุณ ซึ่งการได้ระลึกถึงสิ่งดี ๆ ที่เราได้รับทุก ๆ วัน จะทำให้มีพลังงานทางบวกในตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แนะนำให้ดูคลิปนี้เพื่อความเข้าใจมากขึ้นค่ะ https://youtu.be/nnIxs2FVcmA



ปัจจุบันนี้ คนรุ่นใหม่ นิยมหันมาปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น ไม่ใช่เพราะเราจะไปบรรลุอะไร แต่เพราะเราต้องการสัมผัสความสงบ มีความสุข และมีสมาธิในการสร้างชีวิตให้สำเร็จตามที่เราต้องการ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุก ๆ ด้าน 

ซึ่งการเจริญสติ ก็จำเป็นต่อการปรับพื้นฐานสุขภาพมาก เพราะ สติที่ฝึกมาดีแล้ว จะทำให้เรารู้เท่าทันความรู้สึกลบ ๆ ของเรา และสามารถแปรพลังให้กลายเป็นบวกได้เสมอ 

ในผู้ที่มีปัญหาสิวและรอยสิวมานาน จะมีพลังงานลบสะสมอยู่สูง หากไม่มีสติ ก็จะรู้สึกร้อนรน รู้สึกกระวนกระวาย ไม่สามารถมองเห็นปัญหาที่ตัวเองมีได้อย่างชัดเจน และถูกกระทบทางอารมณ์ได้ง่าย และจะกลายเป็นวงจรสะสมความลบไปเรื่อยๆ พอกพูนต่อไปไม่สิ้นสุด และมีพฤติกรรมที่มักจะทำร้ายตัวเอง หากจะรักตัวเอง ก็จะรักได้ไม่สุด จะรู้สึกฝืนที่จะต้องกินของที่ดี และปฏิบัติต่อตัวเองให้ดีที่สุด รักตัวเองไม่ได้ อาการจะเป็นแบบนี้เสียเป็นส่วนใหญ่ (ซึ่งบีมเองก็เคยเป็นมาก่อน และผ่านมาได้แล้ว และอยากแบ่งปันว่า การเจริญสติคือ พื้นฐานของการรักษาสิวที่ต้องทำเป็นอย่างแรก ทำต่อเนื่อง สม่ำเสมอ อาจจะเห็นผลไม่เร็ว แต่ก็ไม่ช้า และระหว่างการฝึกฝน จะยิ่งทำให้ใจเราสัมผัสความสุขจากภายในเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เกิดปัญญาที่หยั่งรู้เกี่ยวกับกายและใจของตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รู้เท่าทันกิเลส รู้ว่าทำเหตุแบบนี้ ผลเป็นแบบนี้ ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น โดยไม่ได้ฝืนใจทำ แต่เพราะเข้าใจและเกิดจากการเลือกสิ่งที่ดีกว่าหรือดีที่สุดให้ตัวเอง เพราะต้องการให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี)

การเจริญสติ ไม่จำเป็นต้องนุ่งขาวห่มขาว เราสามารถเริ่มต้นด้วยการหายใจแบบ 1-4-2 ตามที่แบ่งปันในหัวข้อเรื่อง “อากาศ” เฝ้ารับรู้ลมหายใจ ความคิด ความรู้สึก ที่มันเกิด ๆ ดับ ๆ สลับกันไป โดยไม่ยึดเอามาเป็นของตัวเรา เห็นความเกิด ดับ แค่รู้ แล้ววาง ไปเรื่อย ๆ และในชีวิตประจำวัน ก็สามารถฝึกสติได้กับทุกอย่าง ท่านพุทธทาสสอนว่า จะแปรงฟัน ก็ต้องจดจ่อกับการแปรงฟัน แปรงก็แปรงให้ดีที่สุด จะทำอะไร ก็ทำแค่ทีละอย่าง แล้วทำให้ดีที่สุด นี่คือ การจดจ่อกับปัจจุบัน ไม่ยอมให้อดีตมาทำลายความสุข ณ ปัจจุบัน และไม่ยอมให้ความกังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง มาทำลายความสุข ณ ปัจจุบัน เช่นกัน

เมื่อฝึกได้แบบนี้ ในระหว่างที่กำลังรักษาด้วยแนวธรรมชาติ คนจำนวนมากที่เคยใช้ยา กินยา ใช้ครีมมีสาร ระบบภายในและผิวเสียเรื้อรัง จะต้องพบกับช่วง healing crisis เป็นช่วงของการฟื้นฟูสุขภาพของเซลล์ให้กลับมาเป็นปกติ ด้วยพลังชีวิต (ชี่) ที่เราเติมให้กับร่างกายเพิ่มขึ้น แล้วเซลล์ได้คายพิษออกมาด้วยตัวเขาเอง ช่วงนี้ แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกันไป บางคนเป็นน้อย แป๊บเดียวหาย บางคนเป็นมาก และมากกว่าตอนที่ยังไม่บำบัดแนวทางธรรมชาติ ขึ้นบริเวณที่ไม่เคยขึ้น (แต่เป็นบริเวณที่มีพิษสะสมภายในที่สะท้อนทางผิว ณ ช่วงเวลานั้น) ซึ่งถ้าสติไม่แข็งแรงพอ จะเป็นทุกข์ จะไม่สามารถยอมรับความเปลี่ยนแปลง และในที่สุด จะถอยหนีไป ทั้งที่ร่างกายกำลังดีขึ้น ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายแทนมาก ที่เขาหรือเธอ ไม่สามารถเดินไปได้สุดทาง



การหัวเราะอย่างไร้เหตุผล การหัวเราะเสียงดัง ๆ แม้เราจะแกล้งทำก็ตาม ล้วนส่งผลดีต่อร่างกาย เพราะ มันไปหลอกสมองว่า เรากำลังมีความสุข และหลั่งสารเคมีดี ๆ ออกมา จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย พลังลบที่กดดันเราอยู่ จะสลายหายไป นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทดลองดูได้ด้วยตัวเอง

หรือถ้าใครที่หัวเราะด้วยตัวเองไม่ได้ ก็หาอะไรมาช่วย อาจจะเป็นเพื่อนที่ตลก ดูคลิปเดี่ยวไมโครโฟน คุณโน้ส อุดม หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้เราหัวเราะได้อย่างไม่ต้องกั๊กความรู้สึก อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หรือถ้ามีอารมณ์ลบ ก็ให้เปิดดูได้เลยทันที เพื่อปรับพลังงานให้เป็นบวก

ด้วยการทำแบบนี้บ่อย ๆ จะทำให้ร่างกายไม่ค่อยได้รับสารพิษ แต่กลับได้รับสารที่มีความสุขแทน ก็จะทำให้เลือดลมหมุนเวียนดีขึ้น อารมณ์แจ่มใส กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ผ่อนคลาย สามารถนอนหลับได้ดีขึ้น



คนที่มีปัญหาสิว มักจะอยู่กับตัวเองและปัญหาของตัวเองมากเกินไป ส่องกระจกดูสิว เกาสิว คันสิวทั้งวัน บางทีก็นั่งร้องไห้ เห็นเพื่อนหน้าใส ๆ ก็รู้สึกตัวเองด้อย (บีมก็เคยเป็นค่ะ แต่ผ่านมาได้แล้ว) จริง ๆ แล้ว ปัญหานี้ เป็นปัญหาที่เรียกว่า “ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง” ซึ่งวิธีการแก้ไขก็คือ การสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ให้ตัวเราเคารพ รักตัวเอง ซึ่งมี 2 อย่างที่บีมจะแนะนำให้ลองทำ เพื่อสร้างพลังตรงนี้ขึ้นมา

การดูแลคนที่รักเรา เช่น คุณพ่อ คุณแม่ น้องสาว พี่สาว ลูก สามี ภรรยา ฯลฯ ใครก็ตามที่รักเรา ให้ตระหนักถึงความรักของเขา ที่ถึงแม้เราจะเป็นสิว แต่เขาก็ยังรักเรา คอยดูแลเรา กอดเรา หอมเรา ให้เราดูแลเขากลับด้วยอะไรก็ได้ที่เราทำได้ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินอย่างเดียว เรากับแม่อาจจะเคยมีความสุขในการถอนหงอกให้ท่าน เราก็ทำให้ท่าน ณ เวลานั้น ก็พูดคุยกันเรื่องดี ๆ เรื่องเกี่ยวกับอดีตที่มีความสุข ว่าเราเคยเป็นเด็กที่น่ารักแค่ไหน หรือเราใช้เวลาเล่นกับลูกให้มากขึ้น หัวเราะกับเขา กอดเขา ดูแลเขา ลูกเขาพร้อมจะกอดเราโดยไม่มีเงื่อนไข แม้แม่จะเป็นอย่างไรก็ตาม แม่คือคนที่สำคัญสำหรับลูกเสมอ ลองจับมือน้อย ๆ ของเขาตอนเขานอน บีบเบา ๆ หรือเอามือทาบหัวใจน้อย ๆ ของเขา เราจะรู้สึกได้ว่า สิ่งที่คนอื่นทำกับเราช่างเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับใจที่ยิ่งใหญ่และคุณค่าที่ได้เป็นแม่คน คุณจะพบว่ามีพลังความเข้มแข็งอย่างประหลาดผุดขึ้นมาและประทับอยู่แบบนั้น หรือ อาจจะนัดกินข้าวกับที่บ้าน ซื้ออาหารดี ๆ ที่ครอบครัวเราชอบกินเข้าไปให้ เป็นต้น สิ่งที่เรามองเห็นคือ พ่อกับแม่ของเรา ครอบครัวของเรา ที่แม้เวลาจะเปลี่ยนไปเท่าไหร่ แต่ความรักที่ทุกคนมีให้เราไม่เคยเปลี่ยน แล้ว...เราจะไปแคร์สิ่งที่คนที่ไม่ได้รักเราเท่าครอบครัวพูด คิด หรือ ทำกับเราไปทำไมให้เสียเวลาดูแลคนที่เรารัก เพราะคนที่รักเรา จะเจ็บปวดเสมอเมื่อเห็นเราเป็นทุกข์ จงพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่สามารถมอบความรักและมีความสุขด้วยตัวเองได้ อยู่บนโลกอย่างเข้าใจ มีความสุขแท้จริงได้ ก็จะทำให้คนที่รักเรามีความสุขได้เช่นกัน

การบำเพ็ญประโยชน์ให้สังคม เปลี่ยนโฟกัสที่ปัญหาของตัวเอง ออกมาที่ปัญหาของคนอื่น ๆ ในสังคมบ้าง ในขณะที่เรายังมีงานทำ มีข้าวกิน 3 มื้อหรือมากกว่า มีที่นอน ยังมีอีกหลายชีวิตที่ นอนข้างถนน เด็กที่ถูกพ่อแม่ทิ้ง คนที่ตาบอด หมาแมวที่หิวโซ เด็กไม่ได้เรียนหนังสือ ฯลฯ คุณลองมองไปรอบ ๆ ถ้าคุณมองอย่างใจที่เป็นกลาง คุณจะพบว่า คุณยังสามารถทำหลายสิ่งให้กับคนเหล่านี้หรือเปล่า? คุณมีบางอย่างที่จะให้เขาได้ตอนนี้เลยหรือไม่? คุณเป็นสิว แต่คุณมีเสียงที่สดใส คุณสามารถอ่านหนังสือให้คนตาบอดได้หรือไม่? มันยังมีอะไรอีกมากมายที่เรื่องสิวของคุณจะถูกมองข้าม และคนจะเห็นเฉพาะหัวใจที่สวยงามของคุณเท่านั้น เขาจะไม่จดจำสิวของคุณ แต่เขาจะจดจำสิ่งที่คุณทำให้กับเขาด้วยใจจริง คุณจะรู้สึกได้ถึงโมเม้นต์นั้นเอง ขอแค่ลองเดินออกไปสร้างประโยชน์ให้สังคม ปล่อยวางเรื่องสิวไปสักพัก แล้วคุณจะรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ผุดขึ้นในตัวเอง แล้วพลังนั้นจะผลักดันให้คุณทำเฉพาะสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง เพราะคุณจะรู้สึกว่า ชีวิตคุณมีคุณค่ากับใครบางคน คุณจะอยากดูแลสุขภาพของคุณให้ดี เพื่อชีวิตของใครอีกหลายคนที่รอคุณอยู่ก็เป็นได้...ถึงเวลานั้น คุณจะไม่ต้องฝืนใจที่จะทำสิ่งดี ๆ แต่คุณจะเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และบางอย่างคุณอาจจะสามารถหักดิบโดยสิ้นเชิงก็เป็นได้ เหมือนที่พ่อหลายคนยอมหักดิบไม่สูบบุหรี่ ณ นาทีที่รู้ว่า มีลูก...เพราะคุณรู้ว่า ชีวิตของคุณมีค่าสำหรับใครบางคน...



เราไม่อาจทราบได้ว่า ผิวเราได้รับอะไรมาบ้าง ขณะนี้เป็นอะไร ซึ่งสิ่งที่เราใช้ทาอยู่ทุกวัน อาจกำลังทำร้ายผิวอย่างไม่รู้ตัว มันอาจจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ผิวเรายังไม่พร้อมที่จะใช้ก็เป็นได้เช่นกัน 

ดังนั้น เพื่อให้ผิวปรับสภาพสู่สภาพแท้จริงของเขา เพื่อให้เราสังเกตอาการได้ดีขึ้น ว่าเขากำลังเป็นอะไรกันแน่ เมื่อเรารู้สึกไม่สบายผิว และใช้อะไรก็ไม่ดีขึ้นและไม่หาย บีมแนะนำให้คุณหยุดใช้ทุกตัวที่มี อย่าคิดเสียดายเด็ดขาด เพราะ ผิวที่เสียสภาพนั้น ถ้าปล่อยให้เสียไปเรื่อย ๆ จะต้องใช้เงินเยอะภายหลังในการฟื้นฟู อาจจะมากกว่าค่าครีมและหัตถการ (เลเซอร์ ฯลฯ) ที่คุณกำลังใช้และกำลังทำอยู่หลายเท่าตัว และเราก็มีผิวเดียว หลายครั้ง บีมพบว่า ความเสียหายที่เกิดกับผิวหน้าบางคนนั้นก็ยากที่จะฟื้นฟูกลับมาให้เป็นปกติได้ดังเดิม

สำหรับบางคนที่สามารถหยุดพักผิวโดยไม่ต้องทำอะไร ใช้แต่น้ำเปล่าล้างได้ ก็ให้ลองทำดูสัก 3 วัน แต่สำหรับคนที่จำเป็นต้องแต่งหน้าไปทำงาน อาจจะเลือกพักผิวโดยใช้เฉพาะน้ำเปล่าสะอาดล้างหน้าในวันเสาร์และอาทิตย์ หลังจากนั้นจึงค่อยทดลองใช้ทีละตัว และใช้เท่าที่จำเป็น คือ ตัวล้างหน้า โทนเนอร์ บำรุง กันแดด (ป้องกันรอยสิว หากคุณต้องทำงานหน้าคอมและออกแดด) และใช้ครีมบำรุงทีละตัว ช่วงผิวอ่อนแออยู่ จะต้องใช้ให้น้อยที่สุด และคุณควรจะทดลองใช้ทีละตัวกับผิว เพื่อให้ทราบว่า ตัวไหนที่เวิร์คกับคุณ และตัวไหนที่ไม่เวิร์ค โดยใช้ความรู้สึกวัด และถ้ามั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ปลอดภัย บางครั้ง หากผลลัพธ์การใช้ไม่น่าพอใจอาจจะต้องลองปรับเปลี่ยนวิธีหรือขั้นตอนการใช้ ก็จะได้ผลที่น่าพอใจขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณจะต้องจับความรู้สึกและสังเกตด้วยตัวเองเป็นหลัก และไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาสิวอีกต่อไป เพราะ ผิวที่แพ้ง่ายและเสียสภาพมาก จะไม่สามารถทนรับยารักษาสิวทั่วไปได้อีกต่อไป หากต้องการใช้ จะใช้สูตรธรรมชาติ หรือครีมที่มีความปลอดภัยและอ่อนโยนต่อผิว และงดการขัดผิว งดส่วนผสมผลัดเซลล์ผิวและมีความเป็นกรดหรือด่างต่อผิวแรงไป มีส่วนผสมของ AHA และ BHA ให้เน้นไปที่กลุ่ม Hydrating (ทำให้ผิวอิ่มน้ำ โดยปราศจากส่วนผสมของ propylene & butylene glycol) โดยให้เช็คส่วนผสมได้ในภาพอัลบั้มนี้https://www.facebook.com/pg/beams.secret/photos/?tab=album&album_id=1784985178208865



สรุปส่งท้าย
- การรักษาสิวแบบ holistic จะไม่มุ่งเน้นที่ตัวสิว แต่จะมุ่งไปที่ “เหตุ” แห่งการเกิดสิวแทน
- สาเหตุแท้จริงของสิวผู้ใหญ่ (ไม่นับสิวแพ้ และสิวสเตียรอยด์) คือ สุขภาพกายและใจที่เสียสมดุลสะสมต่อเนื่องกันมายาวนาน
- การซ่อมแซม ฟื้นฟูระบบภายใน และการป้องกันสิวไม่ให้กลับขึ้นมาใหม่ จะต้องใช้ระยะเวลา และต้องทำพร้อมกันหลาย ๆ ทาง
- การรักษาสิวแนวทางนี้ เป็นการพัฒนากาย ใจ และจิตวิญญาณไปพร้อม ๆ กัน
- ผลลัพธ์ที่ได้จะได้มากกว่าสิวหาย คือ การเปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิมขึ้นทุกวันในทุกๆ ทาง

บีมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จในการรักษาสิวด้วยแนวธรรมชาติทุกคนค่ะ หนทางอาจดูไกล แต่บอกได้คำเดียวว่ามันคุ้มเวลาถึงเส้นชัยแน่นอน

เขียนโดย วรดาภา สุขพิมลกุล (บีม)
วันที่ 5 กรกฎาคม 2560


0 ความคิดเห็น: