รวบยอดความรู้ "รักษาสิวสไตล์บีม" : สาเหตุของสิวที่ 2 ใช้ยารักษาสิวนานเกินไป

สาเหตุที่ 2 ใช้ยารักษาสิวนานเกินไป 

ภาพจาก http://www.nhschallengeprizes.org/innovations-in-medicine/

ยารักษาสิว บีมหมายรวมถึงยาต่อไปนี้ทั้งหมด
  • ครีมทาละลายสิวที่มีส่วนผสมของเบนซอยด์เพอร็อกไซด์(Benzoyl Peroxide)  
  • ครีมรักษาสิวแบรนด์บุคคลที่อาจผสมสเตียรอยด์ (จะพบมาก)
  • ครีมแก้แพ้ (มักใช้ทาผดผื่น)
  • ยากินตระกูลอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ Isotretinoin เช่น โรแอคคิวเทน 
  • ยากินตระกูลยาแก้อักเสบ
  • ยากินตระกูลยารักษาสิวผด (คีโตโคนาโซล)
  • ยากินตระกูลยาปฏิชีวนะ เช่น Doxycycline, Amoxy เป็นต้น
  • ยากิน Clindamycin

สำหรับคลินด้ามัยซิน (Clindamycin) แบบทา ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นโดสอ่อน ๆ และมักใช้แต้มสิวเท่านั้น ไม่พบความเสียหายรุนแรงต่อผิว เพราะจะใช้รักษาอาการอักเสบเป็นครั้งคราวเท่านั้น แต่ถ้าทาต่อเนื่องสะสมและทาทั่วหน้า ก็อาจเกิดภาวะตกค้างของตัวยาในเซลล์ผิวได้

และสำหรับยาทาประเภทอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ เช่น เรติน A และ ดิฟเฟอรีน คนที่สามารถใช้ได้ จะใช้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แล้วก็สามารถหยุดใช้ได้โดยมีสภาพผิวที่ดีขึ้นได้ แต่ในหลายคนไม่สามารถใช้ได้และพบอาการข้างเคียงคือผิวไหม้หรือเป็นขุยอย่างรุนแรง กลายเป็นพิษต่อผิว จึงต้องสังเกตและใช้ด้วยความระมัดระวัง

คำว่า “ยา” ปกติแล้วเขาให้ใช้กันเพียง “ชั่วระยะเวลา” หนึ่งเมื่อเกิดอาการของโรคเท่านั้น

แต่ “สิวเรื้อรัง” ที่มีสาเหตุจากระบบอวัยวะภายในเสื่อมโทรมนั้น ทำให้คนเป็นสิวต้องใช้ยาทาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งกินเวลา 1 เดือนขึ้นไปแน่นอน การใช้ยาต่อเนื่องเกินกว่า 7 วันก็ถือว่ามากแล้ว (เพราะปกติแล้ว ในทางธรรมชาติบำบัด ถ้ารักษาจากภายในถูกวิธี หากมีสิว เขาจะยุบไปได้เองภายในไม่เกิน 3-5 วัน หรือนานสุด 7 วัน แบบไม่ต้องทายา)


จึงทำให้คนกลุ่มนี้ ต้องใช้ยายาวนานเกินไป และยาคือ “สารเคมี” ที่ส่งผลเสียต่อตับอันเป็นอวัยวะสำคัญมากของร่างกาย และตับที่มีพิษสะสมมาก ๆ ก็จะระบายของเสียออกมาในรูปแบบของสิวด้วยถ้าเขาจัดการพิษหรือกำจัดไม่ได้ทั้งหมด (จะแสดงออกมาเป็นสิวที่แก้ม คิ้ว และหว่างคิ้ว หากเป็นมาก ๆ จะลามไปเส้นถุงน้ำดี คือ ขมับและลากลงมาถึงกรอบหน้า และหลังหูเรื่อยไปถึงหลังคอ รวมไปถึงบ่าไหล่)

Comments