นำเสนอวิธีคิด + วิธีการใหม่ ในการ "ป้องกัน บำบัด ฟื้นฟู" ภาวะ "สิวในวัยผู้ใหญ่" (Adult Acne) แนวธรรมชาติบำบัดองค์รวมจากประสบการณ์ตรงเรื่องสิวกว่า 23 ปี นักเขียนเจ้าของผลงาน "สิวซีเคร็ต" และหนังสือสิวอีกหลายเล่ม วรดาภา สุขพิมลกุล (บีม)

โพสต์สำคัญที่ต้องอ่านก่อน!

สาเหตุของสิววัยผู้ใหญ่ (Adult Acne) ที่ขึ้นหลังวัย 20 ปี

สิววัยผู้ใหญ่ คือ อะไร? สิวในวัยผู้ใหญ่  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า  Adult Acne  แต่ละสำนักอาจจะให้นิยามสิว ชนิดนี้แตกต่างกัน  แต่จากประสบก...

May 17, 2014

การปรับพื้นฐานสุขภาพ 11 ข้อเพื่อรักษาสิวและฟื้นฟูสุขภาพ




บีมจะพามารู้จักกับหลักการปรับสุขภาพอย่างง่ายด้วยตัวเอง ที่หลายคนอ่านแล้วก็จะบอกว่า เคยรู้มาหมดแล้วว่าดีต่อร่างกาย แต่ปัญหาคือ ไม่ลงมือทำเพราะ “ไม่เชื่อ” ว่ามันจะช่วยรักษาสิวและทำให้เราดูดีขึ้นได้จริง ๆ นั่นเอง เหตุเพราะคุณยังไม่เคยมี “คน” ที่ทำให้เห็น ทำให้ดู ให้รู้ผลลัพธ์ชัดเจนมาก่อน แต่วันนี้คุณมีโอกาสโคจรมาเจอกับบีมและแนวทางที่บีมใช้ดูแลตัวเองและลูกค้าเสมอมาและมันก็ได้ผลจริง ๆ ไม่มีการกล่าวเกินจริงในทุก ๆ เคส จึงขอให้คุณมั่นใจว่า ข้อปฏิบัติเพียงง่าย ๆ ไม่กี่ข้อนี้แหละที่เมื่อทำเป็นประจำทุกวันจะเป็นพลังให้ร่างกายของคุณปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นทุกวันโดยที่คุณเองก็อาจไม่ทันได้สังเกตการเปลี่ยนแปลง
การปรับพื้นฐานสุขภาพ มีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะในทางธรรมชาติบำบัด ถือว่ามนุษย์ประกอบด้วยร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ การบำบัดจึงต้องครบทุกข้อ

ด้านร่างกาย
หมายถึง สังขารอันประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งจะมีธาตุเจ้าเรือนที่จะอยู่เป็นธาตุพื้นฐานของเราไปตลอดชีวิตประมาณหนึ่ง ส่วนอีก 80% จะเกี่ยวกับเรื่องการกระทบจากธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ จากสภาพแวดล้อม ซึ่งเราต้องเรียนรู้เรื่องการปรับธาตุให้สมดุลอยู่เสมอ สามารถศึกษาได้จากข้อมูลในส่วนถัดไปและจากสื่อต่าง ๆ ของหมอเขียว ใจเพชร กล้าจน

การเข้านอนเป็นข้อแรกที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นจุดที่จะปรับพื้นฐานของร่างกายทั้งระบบ คือการรีเซ็ตนาฬิกาชีวิตและระบบพลังงานของร่างกายใหม่ เมื่อนอนหลับได้ไม่เกิน 4-5 ทุ่มแล้วและหลับมีคุณภาพจริง ๆ ข้ออื่น ๆ จะตามมาเองโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก เป็นการช่วยทุ่นแรงไปในตัว จะได้มีกำลังใจทำต่อไปเรื่อย ๆ แต่ทุกข้อสำคัญต่อร่างกายเท่า ๆ กัน 

1.       พยายามเข้านอนก่อน 4 ทุ่มทุกคืน หากนอนไม่หลับแนะนำให้ลองปฏิบัติดังนี้
·      ถ้านอนไม่หลับก็ไม่ต้องเครียด นี่คือข้อแรกที่ต้องจำ เพราะเครียดไม่ช่วยอะไร และไม่ช่วยให้นอนได้เร็วขึ้น แต่พยายามจัดสภาพแวดล้อมเพื่อให้ตัวเองเข้านอนเวลาประมาณนี้ทุกวันให้ได้  ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัวไปเอง
·      การจัดสภาพแวดล้อมคือ การอยู่ห่างจากหรือปิดอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ทุกชนิดตั้งแต่ประมาณ 1 ทุ่มเป็นต้นไป หรี่ไฟทุกดวงในบ้านหรือห้องนอนของตัวเอง เพื่อให้ฮอร์โมนเมลาโตนินที่ช่วยให้เราหลับดีออกมามากขึ้น ทำให้เราหลับง่ายและลึกขึ้น และทำสิ่งที่ผ่อนคลายในช่วงเวลา 1 ทุ่ม - 3 ทุ่มหรือจนกว่าจะนอน บางท่านอาจมีอโรมา (กลิ่นบำบัด) มาช่วย ทำโยคะ ยืดเหยียดก่อนนอนให้ผ่อนคลาย ให้เส้นหายตึง[1]  อย่าฟังเพลงเหงา เศร้า เพลงตื่นเต้น หนังผี หนังสยองขวัญ ข่าวใด ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว แนะนำเป็นการเขียนบันทึกประจำวัน ทำรายรับรายจ่าย อ่านหนังสือเนื้อหาเบา ๆ ผ่อนคลาย คุยกับคนในครอบครัว คุยกับเพื่อนรูมเมท คุยกับคนรัก โอบกอดให้ความรักกัน ให้เสียงหัวเราะแก่กันในช่วงเวลาดังกล่าว สวดมนต์ นั่งสมาธิ เป็นต้น คือ ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์เลย พยายามหาอะไรแบบ Hand-Made หรือ Human-Made มาไว้ในห้องนอน ไม่นำทีวีหรือคอมพิวเตอร์ไว้ในห้องนอน
·      ดื่มชาคาโมมายล์ นมอุ่น ๆ น้ำอุ่น ๆ ก่อนนอน 1 แก้วให้เลือดลมผ่อนคลาย (คนเป็นสิวหรืออยู่ระหว่างรักษาสิวแนะนำนมถั่วเหลืองหรือนมข้าว อย่าดื่มนมวัว)
·      นาฬิกาปลุกก็ใช้แบบใส่ถ่าน ไม่ต้องใช้มือถือ
·      หากลองปฏิบัติตามสิ่งที่แนะนำข้างต้นไปแล้วครบ 7 วันแล้วยังนอนเร็วไม่ได้ หรือยังหลับไม่ลึกพอ ยังเพลียตอนตื่นนอน จำเป็นจะต้องล้างพิษลำไส้และลดพิษร้อนในระบบภายใน ง่ายที่สุดคือ ทานสมุนไพรดีท็อกซ์และถอนพิษร้อนด้วยน้ำย่านาง หรือใบเตย รวมถึงออกกำลังกายและขูดกัวซาอย่างจริงจังและสม่ำเสมอจนกว่าร่างกายจะเข้านอนช่วงเวลาดังกล่าวได้
2.           ทานยาถ่ายพยาธิ “ทุกประเภท” เป็นประจำทุกเดือน เพราะคนไทยมีโอกาสได้รับไข่พยาธิและตัวพยาธิสูงเนื่องจากอยู่ในเขตร้อนชื้น เป็นสภาวะที่เชื้อจุลชีวะเติบโตได้ง่ายและเร็ว และเป็นบ่อเกิดของโรคที่คนมองข้ามมากที่สุด แต่อยู่ในตัวคนทุกคนมากที่สุด (อ้างอิงจาก อจ.สุทธิวัสส์ คำภา เว็บ www.pendulumthai.com)
3.           ดื่มน้ำไม่เย็นหรือน้ำอุ่นวันละ 1.5-2 ลิตร และงดเครื่องดื่มอื่น ๆ ทั้งหมด แนะนำให้ดื่มน้ำตามรูปแบบนี้
·      หลังตื่นนอนทันที - ดื่มให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยต้องให้ได้ 500 มิลลิลิตร
·      ระหว่างวันให้จิบดื่มไปเรื่อย ๆ วัดจากปาก ถ้าชุ่มชื้นเสมอไม่แตกแห้ง แสดงว่าน้ำในตัวอยู่ในระดับดี
·      หากพบว่าช่วงใดที่มีการเสียน้ำมาก เช่น อยู่ในที่มีอากาศร้อน แห้ง ออกกำลังกาย อบตัว ซาวน่า ให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 1-2 แก้วต่อ 1 ชั่วโมง ยิ่งร้อนมาก ยิ่งเสียเหงื่อมาก ก็ให้เพิ่มปริมาณน้ำต่อ 1 ชั่วโมง
·      การดื่มน้ำช่วงรับประทานอาหาร - ดื่มก่อนอาหารได้ แต่ต้อง 15 นาทีขึ้นไป ดื่มระหว่างอาหารได้เล็กน้อย แต่ถ้าซดน้ำซุปจะดีกว่า หลังอาหารดื่มได้เล็กน้อย ไม่เกินครึ่งแก้วกาแฟ หรือไม่เกิน 150 มิลลิลิตร (1 ขวดนมเปรี้ยวเด็ก) หากเลือกเป็นน้ำมะนาวอุ่น น้ำมะนาวน้ำผึ้งอุ่น ชาจีน ชาญี่ปุ่นที่ไม่เติมน้ำตาลปริมาณ 1 แก้วกาแฟหลังอาหารก็จะช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น โดยค่อย ๆ จิบจนหมด ไม่ต้องรีบดื่มรวดเดียว
·      ห้ามดื่มน้ำเย็นและเครื่องดื่มเย็นทุกประเภทหลังอาหารทุกมื้อ แม้จะเป็นปริมาณเล็กน้อยก็ตาม จะทำให้อาหารไม่ย่อย ไม่เกิดการเอาไปใช้และตกค้างในลำไส้สูง หากต้องการดื่ม ควรเว้นระยะจากอาหารมื้อนั้นไปแล้ว 45 นาที - 1 ชั่วโมง
4.           ในผู้มีภาวะร้อนเกินให้ทานดีท็อกซ์ของ MarryBeam ร่วมกับย่านางในรูปแบบใดก็ได้อย่างน้อย 1 เดือน (หากเวียนหัวเพราะทานย่านางให้เปลี่ยนเป็นใบเตย ผักบุ้ง หรือใบบัวบกแทน และคนที่มีความดันต่ำและเลือดจางไม่ต้องทานย่านาง ให้ศึกษาเรื่องภาวะร้อน-เย็นของหมอเขียว ใจเพชร กล้าจน เพิ่มเติม)
5.           ออกกำลังกายอะไรก็ได้ที่ชอบอย่างน้อย  3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 1 ชั่วโมง ขอให้หน้าแดง หัวใจเต้น กระปรี้กระเปร่า เป็นใช้ได้ ถ้าสามารถเลือกเป็นโยคะและฝึกจนทำท่า Advance ต่าง ๆ ได้จะเป็นผลดีต่อร่างกายมาก และแนะนำการฝึกชี่กง ไทเก๊ก เพื่อช่วยในการเดินพลังลมปราณ (พลังชีวิต) ส่วนการออกกำลังกายประเภทการเต้น การวิ่ง จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น กล้ามเนื้อแข็งแรง ความคิดว่องไว ควรออกกำลังกายสลับกันระหว่างการออกแบบผ่อนคลาย เช่น โยคะ ชี่กง และการออกกำลังแบบเคลื่อนไหว จะดีที่สุด
6.           ฝึกตื่นช่วงตี 5-6  โมงเพื่อมาดื่มน้ำไม่เย็นหรือน้ำอุ่นที่สะอาด 500 มล. เป็นอย่างน้อยให้ได้ทุกวันในตอนเช้า บริหารหน้าท้องด้วยท่าโยคะหรือเดินขึ้นลงบันได (ทุกท่าที่ทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องได้ขยับ) หรือเล่นฮูล่าฮูป แล้วถ่ายเบาและหนักก่อน 7 โมง
7.           ทานอาหารที่ย่อยง่ายและมีประโยชน์เท่านั้นช่วงบำบัดรักษา พยายามฝึกจิตให้มองเห็นกิเลสและฝึกการข่มกิเลสด้วยความเข้าใจ ผ่อนหนักผ่อนเบาตามจังหวะ แต่ไม่ใช่การเอาแต่ใจตัวเอง กำหนดระดับที่ตัวเองต้องทำให้ได้ และพยายามเอาชนะใจตัวเองแล้วทำให้ถึง ถ้าไม่ได้จริง ๆ ก็ผ่อน “อยู่เส้นกลาง” และควรทานมื้อเช้ามากที่สุด มื้อกลางวันรองลงมา และมื้อเย็นน้อยที่สุด มื้อเช้าควรทานช่วง 7-9 โมง มื้อกลางวัน 11.00 – 12.30 น. มื้อเย็น ไม่เกิน 1 ทุ่ม

งดเว้นอาหารดังนี้ (เรียงจากที่ควรงดมากที่สุดลงไปน้อยสุด)
·      อาหารผัดและทอดด้วยน้ำมันที่ผ่านกรรมวิธี จะได้ไม่เพิ่มไขมันเสียให้ตัวเอง
·      อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารรูปแบบต่าง ๆ ที่มีไขมันทรานส์ (Trans Fat) เช่น ขนมทอดกรอบบรรจุถุงบางยี่ห้อ (บางยี่ห้อก็ระบุ บางยี่ห้อก็ไม่มี บางยี่ห้อก็ไม่ระบุว่ามีหรือไม่มี ดังนั้น ไม่กินเลยจะดีที่สุด) จะได้ไม่เพิ่มไขมันเสียให้ตัวเอง
·      อาหารหวานทุกอย่าง แม้แต่ผลไม้หวาน ๆ เพราะทำให้น้ำตาลในเลือดแกว่ง หน้ามัน และเกิดภาวะดื้ออินซูลินและเบาหวานระยะต้นได้
·      อาหารที่เป็นแป้งเชิงเดี่ยวทุกอย่าง และแป้งแปรรูป เช่น ขนมปังขาวขัดสี (ข้าวขาวพออนุโลมได้แต่ถ้าจะให้ดีกินข้าวกล้องดีกว่า เพราะข้าวขาวมีแต่แป้งไม่มีใยอาหารเลย กินมากก็อ้วนและไขมันเกินได้) ขนมอบกรอบ เบเกอรี่ เค้ก ขนมหวานที่ทำมาจากแป้งประเภทต่าง ๆ
·      นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวทุกประเภท รวมถึงโยเกิร์ต
·      เนื้อสัตว์ใหญ่ที่เก่า มีสารเร่งเนื้อแดง และปรุงแบบผัด ทอด หรือต้มไม่เปื่อย
·      อาหารทะเลที่อาจฉีดฟอร์มาลีน คนที่อยู่ใกล้ทะเลจะได้เปรียบเพราะได้ทานสด แบบนั้นจะไม่เป็นไร ทานได้เลย ยกเว้นแพ้อาหารทะเล
·      น้ำดื่มที่มีกลิ่น สี เป็นน้ำไม่สะอาด ปนเปื้อนเชื้อ
·      การอัดอาหารเสริมและสมุนไพรมากเกินพอดีหรือทานในสิ่งที่ร่างกายไม่ได้ต้องการจนล้นเกิน
·      อย่าทานอาหารที่ตัวเองแพ้

สิ่งที่ควรทานมีดังต่อไปนี้
·      อาหารเมนูไทย ๆ ประเภทต้ม ต้มยำ น้ำพริก ผักนึ่ง ทานได้หมด
·      ข้าวกล้อง ข้าวไม่ขัดสี
·      ผักผลไม้สดตามฤดูกาลและตามท้องถิ่น (ปลูกและโตได้เองในท้องถิ่นนั้น ๆ ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจที่มีตลอดปี) ที่ล้างสารเคมีตกค้างออกหมดแล้วหรือไม่มีสารเคมีในกระบวนการเพาะปลูกตั้งแต่ต้น (ออร์แกนิค)
·      นมถั่วเหลืองและนมจากธัญพืชที่หลากหลาย เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ข้าวหลากสี เป็นต้น ทำได้เองหรือซื้อแบบบรรจุกล่องแต่ต้องไม่มีส่วนผสมของน้ำมันพืชและไขมันทรานส์
·      นมแพะทานได้
·      ควรทาน probiotics พร้อมผักผลไม้สดเป็นประจำทุกเช้า ซึ่ง probiotics คือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ของเรามากมาย เหมือนใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายอุจจาระในโถส้วม บ่อเกรอะ หรือเทียบกับลูกบอล EM ที่ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำเสียให้กลายเป็นน้ำดีนั่นเอง จำเป็นมากที่จะต้องทานเข้าไปและทานทุกวันในช่วงบำบัดรักษาในเบื้องต้นสัก 1 เดือน เลี้ยงเขาด้วยผักผลไม้สด เอามาปั่นกินอร่อย ๆ ก็ได้จนรู้สึกท้องสบาย โล่ง เริ่มขับถ่ายเป็นระบบตามเวลานาฬิกาชีวิต ซึ่งในช่วงแรกยังไม่แนะนำโยเกิร์ตที่มักทำมาจากนมวัว ก็ให้ทานจุลินทรีย์แบบแคปซูลที่เป็นอาหารเสริมก็ได้ ที่รับรองมาตรฐานและความปลอดภัยแล้ว  นมหมักบัวหิมะที่ใช้นมแพะหรือนมจากธัญพืช (ถั่วและข้าวประเภทต่าง ๆ ) หรือทานน้ำหมักชีวภาพที่เหมาะสมกับธาตุของตัวเองก็ได้ (ทานแล้วร่างกายรู้สึกรับได้ดี ทานต่อเนื่องเกิน 7 วันก็ไม่พบปัญหาใด ๆ อาการซ่านพิษที่เกิดขึ้นหลังทานควรหายไปใน 1 สัปดาห์ ถ้าเป็นนานกว่านั้นแสดงว่าไม่เหมาะกับธาตุของเรา แต่ทั้งนี้ต้องดูปัจจัยสุขภาพอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น นอนดึกหรือไม่ เครียดหรือไม่ ท้องผูกหรือไม่ รับพิษมากไปจากสภาวะแวดล้อมที่ทำงานหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อร่างกายในขณะที่ทานอาหารเสริมหรืออาหารเกี่ยวกับการปรับภูมิคุ้มกันหรือการทำงานของเม็ดเลือดขาว)


ด้านจิตใจ
หมายถึง อารมณ์ ความรู้สึก สิ่งที่เกี่ยวกับการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เข้ากระทบจิตใจ การทำงานของสมอง เป็นต้น เป็นสิ่งที่อยู่ตื้นกว่าระดับจิตวิญญาณ

8.           ฝึกฝนให้ตัวเองเป็นคนมองโลกในแง่ดี จิตใจผ่องใส ไม่สะสม “ขี้” ทางอารมณ์เอาไว้ คนมองโลกในแง่ดีไม่ใช่คนมองโลกแบบสีชมพู แต่คือการมองทุกอย่างด้วยความเข้าใจและเห็นโลกอย่างที่มันเป็น เห็นความงามในความไม่งาม เป็นคนมองอะไรสองด้านอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ด้านชากับชีวิต มันคือศิลปะที่ทุกคนต้องเรียนรู้ในการใช้ชีวิตให้มีความสุขและต้องเรียนรู้เอง ใครก็สอนไม่ได้ ต้องทบทวนและสอนตัวเองหรืออยู่กับกัลญาณมิตรอยู่เสมอ
9.           ฝึกจินตนาการถึงตัวเองผิวสุขภาพดี ผิวใส หากยังทำไม่ได้ ให้หารูปดาราที่ชอบมาดูบ่อย ๆ ให้เป็นแรงบันดาลใจ หรือรูปของตัวเองเมื่อยังเด็ก วัยก่อนเป็นสิว หรือก่อนที่เราจะมีปัญหาสิว หรือนำรูปของตัวเองที่ชอบโพสต์นั้นที่สุดแล้วเอามาทำให้หน้าใส เลือกรูปที่เราดูแล้วมีความสุขกับตัวเองมากที่สุด

ด้านจิตวิญญาณ
หมายถึง ความหยั่งรู้ถึงสภาวะของตัวเองและความเป็นไปของโลก และมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับโลกรอบตัว หรือที่เรียกว่า ปัญญา และ สันดาน ในคนแต่ละคน
10.      เขียนสิ่งที่บวกเกี่ยวกับตัวเอง สิ่งที่ลบเกี่ยวกับตัวเอง พยายามส่งเสริมด้านบวกของตัวเองและปรับปรุงด้านลบของตัวเอง อันไหนทำได้ให้ขีดฆ่าไป ความรู้สึกภูมิใจในตัวเองจะเพิ่มขึ้น จะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตโดยรวม เป็นการยอมรับและเข้าใจตัวเองในแบบที่เป็นตัวเองจริง ๆ จะรักตัวเองที่เป็นตัวเองจริง ๆ ซึ่งมีผลต่อการเยียวยารักษาจิตใจที่บอบช้ำ (แบบไม่รู้ตัว) ของคนที่เป็นสิว มีปัญหาผิวหรือปัญหาสุขภาพและความงามต่าง ๆ เพราะตัวเองจะรู้สึกด้อยกว่าคนอื่นเสมอ ๆ ทำให้มองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง ทั้งที่เรามีดีมากกว่าที่เราคิดและรู้สึกเกี่ยวกับตัวเอง
11.      หมั่นหาโอกาสอยู่สงบ ๆ กับตัวเองและกับธรรมชาติที่ไม่ได้ดัดแปลง เช่น ป่าเขา ลำธาร แม่น้ำ ทะเล เริ่มจากเวลาสั้นๆ และอยู่ให้นานขึ้น ๆ ซึ่งผลลัพธ์คือจะเริ่มเข้าใจตัวเอง เข้าใจธรรมชาติ และจะเข้าใจทุก ๆ อย่างด้วยปัญญาโดยที่เราไม่ได้บังคับให้สมองเราเรียนรู้ แต่เราจะรู้ด้วยปัญญาญาณ จิตใจจะสุขสงบขึ้น ตรงนี้มีผลต่อปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกายและฮอร์โมน จะทำให้ทุกอย่างสงบ สอดคล้องกันอย่างเป็นธรรมชาติ มีความภูมิใจและพอใจในตัวเองระดับสูง ไม่เป็นเหยื่อของอารมณ์ของโลก ส่งผลดีต่อการบำบัดรักษาตัวเองลึกถึงระดับอนุภาคของเซลล์ร่างกาย

ทั้ง 11 ข้อนี้ขอให้ปฏิบัติเป็นประจำ ไม่ต้องเรียงข้อ (ยกเว้นด้านร่างกาย) ทำอันไหนได้ให้ทำก่อน ไม่ต้องรอเวลา แต่ต้อง “หา” เวลาไปทำมัน ไม่มีข้ออ้าง แล้วคุณจะได้รับชีวิตที่เป็นอิสระในทุก ๆ ด้าน คุ้มค่าต่อความพยายาม



·      [1] คนนอนไม่หลับ ถ้าไปนวดหรือจับเส้น จะถูกทักว่าเส้นตึงและแข็งทุกคน ถ้าคนนวดเก่ง นวดไม่เจ็บ ไม่ช้ำ นวดจนเส้นผ่อน เส้นอ่อน หรือไปขูดกัวซา ไปอบตัวมาจะรู้สึกว่าเส้นคลาย ผ่อนคลาย และหลับง่ายขึ้น)

0 ความคิดเห็น: