ทำไมต้องเรา? (ที่เป็นสิว) ฟระ

คำถามแสนเศร้าที่คนเป็นสิวและคนที่มีจิตใจทดท้อระหว่างรักษาสิวตามแนวธรรมชาติบำบัดที่กำลังเจอมรสุมแห่งการขับพิษมักจะมีผุดขึ้นมาเสมอ ๆ ที่มองกระจก...

ทำไมต้องเป็นเรา?
ทำไมเพื่อนเรามันกิน มันเที่ยว มันนอนดึก มันปาร์ตี้ มันเครียด มันยังไม่เห็นเป็นสิวเลย?

อ่านะ เริ่มเปรียบเทียบใช่มั้ยคะตอนจิตตก

พุทธพจน์ท่านสอนว่า จงระวังอย่าให้จิตมัวหมอง
คำสอนหลักของพุทธ คือ ทำดี เว้นชั่ว ทำใจให้บริสุทธิ์

อันจิตตก ก็ถือว่าไม่เป็นไปตามนี้แล้วค่ะ
จิตอันคิดน้อยใจ เปรียบเทียบ รังแต่จะทำให้เกิดความหดหู่ เศร้าหมอง และลดทอนพลังงานโดยใช่เหตุ

ยิ่งคนเป็นสิว พลังงานเยียวยาตัวเองน้อยอยู่แล้ว ยังต้องมาเสียพลังงานกับการคิดลบอีก
เป็นเรื่องเสียเวลามาก ๆ เลยค่ะ

เอาล่ะ ปรับทัศนคติกันใหม่ก็แล้วกันนะคะ บีมจะบอกข้อดีของการเป็นสิวสำหรับเคสของบีมให้ก่อนนะคะ

  1. ถ้าบีมไม่เป็นสิวมาก่อน บีมก็จะไม่พบเจอหมอที่พูดให้เจ็บและทำให้บีมพยายามแสวงหาวิธีการรักษาสิวเอง โดยหมอคนนั้นตอบบีมเรื่องโรแอคฯ ว่า "ตับอยู่ข้างใน หน้าเธออยู่ข้างนอก เธอเลือกเอา" T_T 
  2. ถ้าบีมไม่เป็นสิวมาก่อน บีมก็จะไม่เข้าใจหัวอกคนเป็นสิวและคงไม่สามารถช่วยคนเป็นสิวด้วยส่วนลึกของหัวใจได้มากเท่านี้
  3. ถ้าบีมไม่เป็นสิวมาก่อน บีมก็คงจะไม่หาหนทางค้นหาองค์ความรู้และวิธีปฏิบัติซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพของบีมเองทั้งตอนไม่มีลูก ตอนตั้งครรภ์ และปรับหลักสุขภาพมาใช้เลี้ยงลูกต่อไป
  4. ถ้าบีมไม่เป็นสิวมาก่อน ก็คงจะไม่มีความทุกข์ในชีวิตให้ได้เรียนรู้มากมายจนแข็งแกร่งขึ้นเหมือนวันนี้
  5. ถ้าบีมไม่เป็นสิวมาก่อน บีมก็คงจะไม่เรียนให้ได้เกียรตินิยม ป่านนี้คงจะมุ่งไปเป็นดาราและด้านงานบันเทิงแล้วล่ะค่ะ
  6. ถ้าบีมไม่เป็นสิวมาก่อน ก็คงไม่มีโอกาสได้ทำ MarryBeam และก็ยังคงเป็นพนักงานบริษัทต่อไปซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับบุคลิกของบีมเลย และคงไม่มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถมากเ่ท่านี้อีกแล้ว
สรุปว่า...ตอนนี้บีมกลับขอบคุณช่วงเวลาที่บีมเป็นสิวเสียอีก

แล้วเพื่อน ๆ ล่ะคะ 

ตอนนี้อาจทุกข์ทรมานเกิดคำถามและความไม่มั่นใจมากมาย เพราะอะไร?

เพราะเพื่อน ๆ ยังไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ยังไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่ธรรมชาติให้มนุษย์เรามามากพอต่างหากค่ะ 

เราโดนฝังหัวมาว่า อะไรที่มองไม่เห็น มันเชื่อถือได้ยาก
เราถูกกระบวนทัศน์แบบวิทยาศาสตร์แบบสุดขั้วครอบงำมากเกินไป

บีมต้องบอกว่าสุดขั้ว เพราะแบบสุดขั้วนี้จะเชื่อเฉพาะที่เห็นและพิสูจน์ได้จากประสาทสัมผัสเท่านั้น 
แต่วิทยาศาสตร์จริง ๆ มันต้องรวมทางอื่นด้วย ใครฝึกจิตให้ดี ก็จะเห็นสิ่งที่เป็นจริงได้ไม่ยาก
ใครฝึกฟังเสียงและสังเกตร่างกายตัวเองให้ดี ก็จะรู้จักตอบสนองความต้องการของร่างกายและปรับสมดุลไม่ยากเลย

แต่เราไม่เคยถูกฝึกมาแบบนี้ ... มันก็เลยยาก

แต่รับรองว่าใครก็ทำได้ค่ะ 

โชคไม่ดีเลยที่เราไม่สามารถมองเห็นอวัยวะภายในของเราก่อน ขณะและหลังรักษาิสิวตามแนวธรรมชาติบำบัดได้เหมือนกระจกใส แต่อาจเป็นโชคดีที่เรามองไม่เห็นก็ได้ค่ะ ไม่่งั้นเพื่อน ๆ คงจะทดท้อกันมากกว่านี้ 

แต่ถ้ามองเห็นก็คงจะดีนะคะ เพราะหลายคนจะได้เชื่อแบบไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปว่ามันเป็นไปได้จริง ๆ ...

เขียนไม่ได้ตรงกับหัวข้อเลยวันนี้ แต่ก็เกี่ยวข้องกันอยู่ค่ะ

อย่างน้อยก็ขอปรับความคิดเพื่อน ๆ ไปก่อนว่าเป็นสิวน่ะ เป็นเรื่องดี และมันต้องหายแน่นอนล่ะถ้าเราปฏิบัติัตัวตามแนวทางที่มันถูกต้อง มีคนเดินไปก่อนแล้วและมันถึงเส้นชัย แค่เราเดินตามมันก็ต้องถึงล่ะ

ขอให้นึกถึงตอนบีมรักษาตัวเองนะคะ
  • บีมไม่มีตัวอย่างคนไทยที่ไหนที่ทำให้เห็นก่อนว่าทำได้
  • บีมไม่มีที่ปรึกษาคนไทยที่ไหนที่จะช่วยให้กำลังใจบีมแบบเป็นส่วนตัวได้เหมือนที่บีมและ MB Ambassador ทำให้เพื่อนๆ ในตอนนี้เลย
  • บีมอาศัยการอ่านเอง ทดลองเองทั้งหมด 
พูดง่าย ๆ คือ เหมือนอยู่ในป่ารก มองเห็นแสงรำไรจากข้อมูลของฝรั่งต่างประเทศที่เขารักษาตัวเองสำเร็จ ดูข้อมูลก็คิดว่าต้องลองทำดูสักตั้ง 

พอเราเริ่มเดินไป ร่างกายมันเริ่มบอกว่าใช่ ๆ แบบนี้แหละ
เราก็ถางทางไปเรื่อย ๆ ทางไหนไม่ใช่เราก็เดินไปทางใหม่ ถางใหม่

จนตอนนี้บีมมาถึงที่ปลายทางและมองย้อนกลับไป ก็ยิ่งมั่นใจว่าใช่จริง ๆ จนกล้าบอกทุกคนว่า

"ถ้าทำสิ่งที่ถูกต้อง เดินบนหนทางที่ถูกต้อง มันก็ถึงเอง แค่ช้าเร็วต่างกัน"

เพราะสไตล์คนไม่เหมือนกัน วิถีชีวิตไม่เหมือนกัน
บางคนชอบเร็ว อึด อดทน ถึงไหนถึงกัน
บางคนชอบช้า ชอบลังเล ระแวง ระมัดระวัง ก็ช้าหน่อย
บางคนภารกิจ (ภาระเยอะ) ของพะรุงพะรัง เคลียร์ีีชีิวิตยาก ก็ช้าหน่อย
บางคนป่วยออด ๆ แอด ๆ ไม่ค่อยสบายก็ช้าหน่อย

ดังนั้น จะให้มันเหมือนกันหมดทุกคน คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเดินมาตามทางที่ถางไว้ดีแล้ว ยังไงก็ถึง

สุดท้ายนี้ จะตอบคำถามว่า ทำไมเพื่อนเราที่มันใช้ชีวิตแบบแย่ ๆ ถึงไม่เป็นสิวแบบเราบ้าง มันมีปัจจัยดังต่อไปนี้ค่ะ
  1. คุณภาพจิตของเราีที่มาเกิดในท้องแม่ ซึ่งจิตนี้ทำบุญวาสนามามากน้อยต่างกัน สั่งสมผลแห่งการกระทำมาต่างกัน ซึ่งแม้แต่ฝาแฝดหรือพี่น้องท้องเดียวกันก็มีสภาพผิวและโรคภัยต่างกันได้ คนที่จิตใจดี ทำบุญทำทาน รักษาศีล รักษาจิตให้บริสุทธิ์มามากกว่าก็มีผิวพรรณดีกว่า สังเกตมั้ยคะว่าคนที่อยู่ในตระกูลชั้นสูงหรือตระกูลดี ๆ มักมีผิวพรรณงาม แม้แต่ในวรรณคดีไทยเอง หลายเรื่องที่บางคนเป็นลูกของคนตระกูลสูงแต่มาอยู่แบบชาวบ้าน คนก็ยังดูออกว่าไม่ใช่ชาวบ้าน นี่คือ วาสนาเดิมส่งผลให้มีผิวพรรณที่บ่งบอกวรรณะแบบนั้น อันนี้ล่ะ แข่งกันไม่ได้ เพราะเราทำมาแบบนี้ เราก็มีผิวพรรณด้อยกว่าเขา แต่ถ้าชาตินี้ เรากำหนดเองได้ เราก็ยกระดับคุณธรรม ศีล และจิตให้สูง ผิวพรรณดี ๆ ก็เกิดขึ้นได้ภายในชาตินี้เช่นกัน (บีมเองล่ะ คอนเฟิร์ม)
  2. สารอาหารและสุขภาพของแม่ตอนท้องดีมากน้อยแค่ไหน ถ้าดีมาก เราก็ได้ปัจจัยบวกด้านสุขภาพกายและใจมาเยอะ ก็ถือว่าเป็นทุนชีวิตที่ดี คนแบบนี้จะไม่ค่อยเป็นสิวหรือโรคอะไรง่าย
  3. ลักษณะการเลี้ยงดูของครอบครัว ปกติทานอาหารแบบไหน เลี้ยงลูกแบบกดหรือปล่อย เลี้ยงให้สุขภาพจิตดีหรือเสีย บางคนบอกว่าเป็นสิวจากกรรมพันธุ์ บีมกลับคิดว่า เป็นจากการเลี้ยงดูและแนวความคิดในการใช้ชีวิตและการเลือกทานอาหารตั้งแต่เราเด็ก ๆ มากกว่า 80% ค่ะ เพราะมันจะหล่อหลอมบุคลิกของเราทั้งภายในและภายนอกซึ่งมีผลต่อสุขภาพ 100%
  4. ชีวิตวัยเด็กอยู่ในเมืองหรือชนบท ส่วนใหญ่เด็กในชนบทจะได้นอนเร็ว ไม่เล่นคอม อยู่กับธรรมชาติและมีชีวิตเชื่อมโยงกับธรรมชาติและผู้คนมากกว่า จึงมีผิวพรรณดีกว่าเด็กในเมือง และมีพลังงานสะสมในชีวิตมากกว่า ทำให้เป็นสิวยากกว่า แต่ถ้าไปอยู่ในเมืองและเริ่มมีพฤติกรรมแบบในเมือง ก็เริ่มทำให้เป็นสิวได้
มันก็ประกอบด้วยเหตุผลประมาณนี้ค่ะที่จะส่งผลให้คนเป็นสิวได้หรือไม่ในวัย 10-20 กว่า ๆ 

แต่ขอให้เชื่อค่ะว่า จากประสบการณ์ที่บีมได้รับฟังเรื่องราวของคนเป็นสิวมามากมาย ถ้าใช้ชีวิตแบบไม่บันยะบันยังตอนวัยรุ่น สัก 30 ปีขึ้นไปจนถึง 50 กว่า ๆ โอกาสที่สิว ฝ้า มาเยือนมีเกิน 100% และโอกาสเป็นโรคเรื้อรังอื่น ๆ ก็มีเกิน 100% เช่นกันค่ะ

อย่าไปอิจฉาใครหรือน้อยใจอะไรเลยค่ะ 
อย่าไปเปรียบเทียบเรากับเขา
เดินบนลู่ของตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

"เมื่อเหตถูก ผลก็ถูกเองค่ะ"

สู้ ๆ นะคะ ^^

Comments