Skip to main content

เกร็ดความรู้เรื่องการทานวิตามิน C

พอดีวันนี้ได้ข้อมูลมาค่ะ กลัวจะลืม...เลยต้องมาเขียนเอาไว้ก่อน

เป็นเรื่องของการทานวิตามินซีค่ะ

การทานวิตามินเพื่อเสริมสร้างสุขภาพหรือรักษาโรคเป็นแนวคิดที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศซีกตะวันตกค่ะ ดังนั้น ข้อมูลส่วนใหญ่เกี่ยวกับวิตามินนั้นจะอ้างอิงจากเอกสารของทางโลกตะวันตก แต่ความเห็นส่วนตัวของบีมคิดว่า เราคนไทย รูปร่างเล็กกว่า น้ำหนักน้อยกว่า มาตรฐานของการวัดค่าการรับวิตามินที่แนะนำนั้นก็น่าจะลดลงมาด้วยค่ะ

มีข้อถกเถียงกันว่า เราสามารถทานวิตามินซีได้ในปริมาณเท่าไหร่ต่อวันกันแน่ และถ้าทานเยอะมันจะสะสมหรือไม่

สำหรับคำถามแรกนะคะ เราต้องดูว่าเราจะทานเพื่อวัตถุประสงค์อะไรค่ะและต้องดูตามสภาพร่างกายว่าเราต้องการวิตามินซีมาเสริมอีกเท่าไหร่ ซึ่งโดยปกติแล้ว ณ จุดที่จะต้องใช้วิตามินรักษาโรคมักจะต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ (สาขาชะลอความชราหรือที่เรียกว่า Anti-Aging ค่ะ) เพราะมันจะเป็นปริมาณเฉพาะที่แพทย์ที่ตรวจรักษาเรานั้นวินิจฉัยมาแล้วว่าอาการระดับนี้ ควรจะรับวิตามินซีเข้าไปเป็นปริมาณเท่าใดจึงจะสามารถช่วยรักษาโรคได้ค่ะ

เพื่อประดับความรู้ของเรา บีมจะแนะนำให้รู้จักการวัดค่าปริมาณที่แนะนำต่อวันดังนี้ค่ะ
  1. RDA ย่อมาจาก Recommended Daily Allowance คือ ปริมาณของวิตามินหรือสารอาหารที่แนะนำให้ทานในผู้มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงปกติ และทานเพียงเพื่อการบำรุงดูแลรักษาสุขภาพให้ปกติเท่านั้น (คือ แข็งแรงอยู่แล้ว ทานเสริมนิดหน่อยก็พอ ประมาณนี้ค่ะ)
  2. ODA ย่อมาจาก Optimal Daily Allowance คือ ปริมาณของวิตามินหรือสารอาหารที่แนะนำให้ทานในปริมาณสูงสุดที่จะมีผลทางด้านการรักษาหรือป้องกันโรคได้จริงค่ะ
ยกตัวอย่างวิตามินซี

ในผู้หญิงอายุ 19-50 ปีนั้น มี RDA ที่ 75 mg เท่านั้นค่ะ http://www.healthsupplementsnutritionalguide.com/recommended-daily-allowances.html

แต่ในขณะที่ค่า ODA จะสูงถึง 250-3,000 mg ค่ะ

แต่...ยังมีอีกค่ะ ลูกค้าบีมเอง คุณหมอที่บัลวีให้ทานถึงวันละ 4,000 mg ค่ะ

บีมขอเล่าให้ฟังนิดนึงค่ะ จริง ๆ แล้วเป็นเคสของเค้านี่แหละค่ะที่ทำให้บีมรู้สึกว่าวันนี้ต้องมาเขียนบล็อกซะหน่อยค่ะ เดี๋ยวจะลืม เพราะคิดว่าข้อมูลมีประโยชน์ค่ะ

บีมเคยเข้าใจว่าเราทานวิตซีได้วันละไม่เกิน 3000 mg เท่านั้นค่ะ

แต่พอบีมได้ลองสอบถามถึงวิธีที่คุณหมอที่บัลวีรักษาดู ก็ต้องร้องว้าวว่า...โอ้โห 4000 mg ก็ยังได้นะเนี่ย

บีมขอเล่าข้อมูลพื้นฐานของลูกค้าท่านนี้นิดนึงค่ะ...จะได้เห็นภาพกันนะคะว่าทำไมคุณหมอให้ทานวันละ 4000 mg

ลูกค้่าท่านนี้เป็นผู้ชายอายุประมาณ 40 ปีได้ค่ะ (ถ้าจำไม่ผิดนะคะ) เขาเข้ามาปรึกษาบีมประมาณ 2 เดือนที่แล้ว บีมก็แนะนำตามวิธีที่บีมทำไปนี่แหละค่ะ เขาก็ลองทำดู ผ่านไป 1-2 เดือน ได้ลองปฏิบัติดูและใช้ผลิตภัณฑ์ไป เขาว่ามันดีขึ้นค่ะ แต่ว่าพอรู้สึกเหมือนสิวหายแล้ว ก็กลับไปดื่มเหล้าอีก มันก็ขึ้นมาอีกค่ะ

คือ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่เป็นปัจจัยที่บีมสันนิษฐานว่าทำให้สิวของเขาขึ้นนั้นคือ การนอนไม่หลับตอนกลางคืนเลยและต้องดื่มเหล้าเพื่อให้หลับเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีค่ะ

และแม้จะได้ลองปฏิบัติตามที่บีมแนะนำเดือนกว่า ๆ เกือบ 2 เดือน เขาก็ยังไม่สามารถนอนกลางคืนได้ค่ะ แต่การล้างพิษออกไปก็ทำให้สิวดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่การที่ไม่ได้นอนกลางคืนนั้น จะทำให้มีสิวอยู่ได้ตลอดค่ะ แม้เราจะดูแลร่างกายดีขนาดไหนก็ตาม เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายเขาฟื้นฟูและกำจัดพิษในแต่ละวันค่ะ ถ้าเราไม่ได้นอน พิษก็ถูกกำจัดไม่ได้มาก มันก็ค้างอยู่ในนั้น...

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาก็มาเล่าให้บีมฟังว่า พอรู้สึกเหมือนสิวหาย ก็กลับไปดื่มเหล้า มันก็ขึ้นมาอีก .... และยังไม่สามารถนอนกลางคืนได้...

บีมคิดว่านี่ก็ 3 เดือนแล้ว ... และอาการเขายังไม่ดีขึ้นมาก และยังไม่สามารถนอนกลางคืนได้...ซึ่งเป็นสิ่งที่เกินกว่าตัวเราจะเยียวยาได้ด้วยตัวเองค่ะ บีมจึงแนะนำให้เขาไปพบหมอที่บัลวี เพราะเคยมีลูกค้าเล่าให้ฟังเหมือนกันค่ะว่าไปแล้วหายค่ะและอีกอย่างเขาก็มีชื่อทางด้านธรรมชาติบำบัดและก็ประสบความสำเร็จมามากค่ะ (ในด้านสุขภาพนะคะ ด้านสิวบีมยังไม่ค่อยได้รับฟังมาค่ะ ไม่ค่อยมีตัวอย่างเลย มีแต่ลูกค้าไปหาหมอที่คลินิกผิวดัง ๆ ทั่วไปค่ะ)

ที่ไม่ได้แนะนำหมอแดง....เพราะคิดว่าเขาคิวยาวมากค่ะ เคยโทรไปเองเมื่อปีที่แล้ว และมีลูกค้ามาอัพเดทว่าคิวยาวมากกก ขี้เกียจจอง...เลยไม่จองค่ะ

ส่วนหมอเขียว...อาจหนักไปสำหรับเขาค่ะ

ก็คิดว่าบัลวีน่าจะเหมาะสุด...ให้คุณหมอตรวจให้รู้เลยว่าเป็นอะไรตรงไหน จะได้แก้ไขกันถูกจุด

ลูกค้าก็น่ารักค่ะ กลับมาเล่าให้ฟังพร้อมสั่งครีม :) แต่บีมไม่ให้เขาใช้เยอะค่ะ เพราะคุณหมอเขาคงอยากจะควบคุมตัวแปร เลยให้มาเฉพาะตัวล้างหน้าค่ะ แต่พอดีลูกค้าอยากลบรอย บีมก็เลยจัดไปนิดหน่อยค่ะ

เขาบอกว่า พอไปถึงก็บอกคุณหมอว่ามาพบเรื่องสิวและนอนไม่หลับ

คุณหมอจัดการฉีดวิตซีขนานแรงแบบหลอดเข้าเส้นเลือดเลยค่ะ ฝังเข็ม และทานขมิ้นชัน 5 แคปซูลก่อนสวนลำไส้ด้วยกาแฟ 10 นาที ทำทั้งหมดในวันเดียว

ให้ตัวล้างหน้ามาอย่างเดียวสำหรับผิวหน้า ตัวทานมี 2 อย่างคือวิตามินซีแบบ 1000 mg กับอะไรอีกตัวไม่รู้ค่ะที่ทานประมาณหัวค่ำเพื่อช่วยให้นอนหลับค่ะ

เขาก็อัพเดทว่า เขานอนสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืนได้แล้วค่ะ (บีมก็ดีใจกับเขาจริง ๆ เพราะการนอนหลับตอนกลางคืนได้ถือเป็นยาวิเศษในการรักษาร่างกายเลยค่ะ)

เสียงเขาสดใสกว่าเดิมค่ะ ดีใจด้วยจริง ๆ

และคุณหมอให้ทานวิตซีแบบ 1000 mg ทั้งหมด 4 เวลา (จำไม่ได้แล้วว่าให้ทานตอนไหนบ้าง...)

พรุ่งนี้เขาจะไปฝังเข็มอีกค่ะ คุณหมอนัดไปทำประมาณ 10 รอบได้

เขาถามคุณหมอว่า ดื่มเหล้าได้มั้ย คุณหมอบอกได้ค่ะ แต่เดินสายกลางก็แล้วกัน...

เอาล่ะ....ที่เล่ามานี้บีมจะชี้ประเด็นว่า
  1. วิตาิมินซีนั้นจะรับเข้าร่างกายในปริมาณมากก็ไม่มีอันตรายร้ายแรงกับร่างกาย เพราะมันสามารถถูกขับพร้อมกับปัสสาวะหรือเหงื่อออกมาได้ แต่การรับที่เกินกว่า 3000 mg และร่างกายของคุณมีโรคประจำตัวบางอย่างหรือไม่สมบูรณ์ ควรอยู่ใต้การควบคุมของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  2. การที่ลูกค้าท่านนี้ได้รับทั้งวิตซีแบบฉีด (เข้มข้นขั้นสุดยอด) และกลับมาทานที่บ้านในปริมาณสูงมากนั้น เป็นเพราะในร่างกายของเขามีอนุมูลอิสระอยู่มากค่ะ อันเกิดจากสารพิษสะสมมานานกว่า 10 ปี การให้วิตามินซีในปริมาณสูง ๆ จะช่วยไปจับอนุมูลอิสระเหล่านี้ให้กลายเป็นตัวไม่มีพิษ เปลี่ยนเสือให้เป็นแมวแล้วกำจัดออกไปตามช่องทางกำจัดปกติเสียเลยค่ะ ซึ่งจะช่วยลดภาระของตับในการคัดกรองและกำจัดพิษด้วยค่ะ ตับจะได้มีพลังงานดูแลตัวเองมากขึ้น
ดังนั้น การจะรับวิตามินซีในปริมาณเท่าใด เราควรดูว่า
  1. พิษสะสมเดิมเรามากน้อยเพียงใดจากพฤติกรรมที่ผ่านมา (วัดในระยะเวลาประมาณ 3-5 ปี) วัดได้จากอาการเพลียเรื้อรัง อารมณ์แปรปรวนง่าย สมองเบลอ คิดอะไรไม่ค่อยออก ขี้หงุดหงิด ไม่มีพลังชีวิตเท่าที่ควร
  2. สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยและที่ำทำงานมีมลภาวะทั้งที่เป็นคน สัตว์ สิ่งของ บรรยากาศ มากน้อยเพียงใด
  3. ความเครียดสูงหรือต่ำ
  4. มีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่
เมื่อเราพิจารณาได้แล้ว ก็เลือกรับวิตามินซีตามวัตถุประสงค์ของเราค่ะ ถ้าต้องการรักษาหรือป้องกันโรคต่าง ๆ ก็ทานมากหน่อย

เราทานได้ผลหรือไม่นั้นวัดได้จากทานแล้วสุขภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกดีกว่าก่อนทาน (โดยไม่ได้คิดไปเอง)

และไม่ควรเลือกวิตามินซีราคาถูกเกินไป เพราะมักจะเป็นวิตามินซีที่เป็นสาเหตุของนิ่วที่ไตค่ะ ควรเลือกวิตซีที่มีคุณภาพ ผลิตจากบริษัทที่น่าเชื่อถือและได้รับรองมาตรฐาน GMP หรือความปลอดภัยต่าง ๆ ค่ะ

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการเลือกรับวิตามินซีไม่มากก็น้อยนะคะ :)

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ

Comments

Popular posts from this blog

บทสวดก่อนกินข้าว (ละอัตตาของการบริโภคนิยม)

บีมกลัวลืมค่ะ เลยรีบมาอัพแต่เช้า เอาไว้ให้ตัวเองอ่านด้วย และคงจะเป็นประโยชน์หากเพื่อน ๆ จะนำไปใช้ด้วย เพื่อละกิเลส ณ เวลาที่กินอะไร...
ไปเจอ 2 บทพิจารณาที่บอร์ดพลังจิต...มีดังนี้
บทที่ 1
ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า หลายคนเหนื่อยยาก ลำบากหนักหนา สงสารบรรดา คนยากคนจน ในโลกนี้ ยังมีคนที่จนยาก แสนลำบาก อัตคัตและขัดสน อย่ากินทิ้งขว้างตามใจตน สงสารคนอื่นที่ไม่มีกิน ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณแม่ครัว ที่ท่านกรุณา เมตตาทำอาหารมาให้ เราชาว...(ระบุ)...ซาบซึ้งน้ำใจ ตั้งแต่นี้ต่อไป จะทำความดีตอบแทน...
ตรง เราชาว...บีมก็ไม่มีไอเดียว่าให้ใส่อะไร หรือต้องใส่ "ชาวโลก"? ไม่รู้นะคะ อาจจะใส่ชื่อเราก็ได้


บทที่ 2 ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ เนวะทวายะ นะ มะทายะ นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะ ยะวะเทวะ อิมัสสะกายัสสะ ฐิติยายาปะนายะ วิหิงสุปะระติยา พรัหมะจริยานุคคะหายะ ดิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามินะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ ยาตรา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะผาสุวิหาโรจาติ
คำแปล
ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วฉันบิณฑบาต เนวะ ทวายะ ไม่ให้เ…

วิธีล้างลำไส้แบบธรรมชาติ

เราควรมารู้จักก่อนว่า ของเสียและพิษที่สะสมในลำไส้นั้นมีอะไรบ้าง จะได้เข้าใจถึงกระบวนการล้างได้ถูกวิธี
พิษสะสมในลำไส้หลัก ๆ มาจากสิ่งต่อไปนี ลิ่มของนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวที่เป็นเมือกเหนียวอันเกิดจากการรวมตัวระหว่างนมกับน้ำย่อย ส่วนนี้จะไปเป็นเมือกเกาะติดตามผนังลำไส้น้ำมันพืชชนิดไม่อิ่มตัวสายยาวและไขมันทรานส์ที่จะเกาะอยู่ตามผนังลำไส้หากลำไส้เล็กย่อยไม่ได้หมดหรือย่อยไม่ได้เลยอาหารที่ย่อยไม่หมดจากระบบย่อยไม่สมบูรณ์ (เพราะตับ ลำไส้เล็ก ตับอ่อน ผลิตภัณฑ์เอ็นไซม์ย่อยไม่ได้มากนัก หรือการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด)อาหารที่น้ำย่อยย่อยไม่ได้ หลัก ๆ คือ อาหารแปรรูปและอาหารผ่านไมโครเวฟพยาธิและจุลชีพที่เป็นโทษที่ติดมากับอาหาร ผักสด เนื้อสด เป็นต้น กลุ่มนี้จะมาโตในลำไส้ของเราได้ด้วยและแพร่กระจายไปจุดอื่น ๆ ได้ด้วยสารสังเคราะห์ที่ผสมในอาหาร เช่น สารกันเสีย สีผสมอาหาร สารแต่งกลิ่น ผงชูรส ฟอร์มาลีน เป็นต้นยาปฏิชีวนะที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในร่างกายทั้งตัวที่ดีและไม่ดี และยาบางชนิดก็ไประคายเคืองผนังกระเพาะและลำไส้อีกด้วย ทำให้ผนังลำไส้เสียหาย ดูดซึมสารอาหารและน้ำได้ไม่ดี
พิษเหล่านี้จะสร้างภาวะที่เป็นกรดและความร้…

ปิดฉาก "สิวเรื้อรัง" ด้วยการล้างพิษท่อน้ำดีและตับ

หนังสือเล่มนี้...บังเอิญครูโชคดี เห็นที่บ้านคุณแม่มานานพอสมควรแล้ว
คุณแม่บอกว่า หนังสือดีมาก แต่ไม่รู้เป็นอะไร ครูก็ยังไม่ยอมหยิบติดมือกลับมาอ่านเสียที
ทั้งที่หนังสือนี้เขียนโดยนายแพทย์ด้านธรรมชาติบำบัดที่มีชื่อเสียงมาก
นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล...

จนเมื่อไม่นานมานี้ ไปเยี่ยมคุณแม่ และรู้สึกว่า เล่มนี้ดึงดูดผิดปกติ
จนต้องหยิบมาอ่าน...อ่านแล้ว..."ต้องขอยืมคุณแม่กลับ"

รู้สึกได้ทันทีว่าจะมีประโยชน์มาก ๆ ต่อตัวเองและแฟนเพจ ลูกศิษย์ ลูกค้า
ที่มีปัญหา "สิว" อย่างแน่นอน ทั้งที่ยังไปได้เพียง 1/4 ของเล่ม
แต่จากประสบการณ์เรื่องการบำบัดสิวแนวธรรมชาติกว่า 8 ปี

อ่านแว่บเดียวก็รู้สึกเลยว่า...

คุณหมอให้ข้อมูลที่แน่นมาก (แม้จะดูเล่มเล็กก็เถอะ แต่แน่นจริงๆ)ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลกันดีมาก เข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งสำหรับครู (เพราะตัวครูเองก็ลงมือปฏิบัติเลยรู้ว่าที่คุณหมอให้ข้อมูลในหนังสือ เป็นความจริงทั้งหมด) แต่...คุณหมอไม่ได้เขียนถึงเรื่อง "สิว" เลยแม้แต่น้อยนะคะ คุณหมออธิบายเรื่อง "นิ่ว" ในท่อน้ำดีตับ ท่อน้ำดี และถุงน้ำดี ว่ามันทำให้มีปัญหาอะไร มันก่อตัวมาอย่างไร?