Skip to main content

กรรม สิว ผิว พลังชีวิต .... การรักษาในระดับจิตวิญญาณ

วันนี้วันหยุดพักผ่อนในฐานะแม่ค้า...

ชิว ๆ กับครอบครัวแล้วก็นั่งเพลิน ๆ อยู่ดี ๆ ก็มีความคิดแว่บมาว่าจะเขียนเรื่องนี้วันนี้

อ้อ...ก่อนอื่นค่ะ บีมพึ่งได้รับฟังเรื่องราวจากเพื่อนสมัยมัธยมมา เราห่างกันนาน มาเจอกันในเฟซบุ๊คไม่กี่ปีนี้เอง แต่ด้วยความที่เ่ราเคยมีประวัติทำงานด้วยกัน ด้วยสมัยก่อนบีมพอจะเล่นกีต้าร์ได้แบบงู ๆ ปลา ๆ เขาก็ชวนเข้าวงดนตรีค่ะ เล่นตอน ม.ต้นค่ะ เขาเก่งดนตรีมาก ๆ ตอนนี้ก็ทำงานเกี่ยวกับดนตรีหมดเลย ทั้งสอน ทั้งเล่นตามผับ

มารู้ตอนหลังว่าเธอเรียนและจบโทด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เน้อเจ้า...

และยิ่งคุย ยิ่งได้รู้ว่าเธอนั้นไม่ธรรมดาค่ะ...

บีมว่าเธอมีญาณอะไรหยั่งรู้...มีอะไรพิเศษกว่าชาวบ้านเขาแน่นอนเลย...แต่บีมไม่ได้ถามนะ

แต่ล่าสุดนี้...จากเรื่องที่เธอเล่าให้ฟัง...บีมแ่จ่มแจ้งประเด็นนึงเลยว่า "สิวนี่สามารถเป็นสัญญาณเตือนหนึ่งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองเราอยู่ได้ด้วยนะ"

เรื่องที่เธอเล่าคือ คนคนหนึ่งเป็นคนดีนะคะ แต่ไปเจอเจ้ากรรมนายเวรเข้าและเขามีเจ้าของ...

แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ล่ะ (พลังที่มองไม่เห็น) ทำให้ตัดกันไม่ขาด แม้คนคนนี้จะพยายามเลิกรากันไป...และทำให้สิวที่ขึ้นมาตอนทำผิดศีลนั้นยุบลงไปทันตา (แห้งเลย ที่จะขึ้นก็ไม่ขึ้น)

คือ ถ้าจิตเป็นอกุศลเผลอไผลไป...สิวมา
ถ้าจิตเป็นกุศล เอาชนะใจตัวเองไม่ยุ่งกับเขาได้...สิวหายไป...

โอ้ว...นี่เป็นครั้งแรกที่บีมได้ยินเรื่องจริงผ่านจอแบบนี้เลยทีเดียวค่ะ...

ย้ำอีกครั้ง...นี่เรื่องจริง...เพราะคนที่โดนนั้นบีมก็รู้จัก...

ก็เลยจะยกมาเป็นอุทาหรณ์น้อย ๆ เผื่อว่าจะให้เพื่อน ๆ ได้ฉุกคิดนิดนึงว่า...ทำมาหลายวิธี สุดโต่งแล้วก็ไม่หาย อะไร ๆ ก็ไม่หาย...เพื่อน ๆ มีการทำอะไรผิดบาปตกค้างในใจอยู่หรือไม่คะ

ตรวจสอบกับศีล 5 ก่อน (สำหรับชาวพุทธ) ส่วนศาสนาอื่นก็ตามนั้นค่ะ....

บางคนอาจเคยทำให้พ่อแม่เสียใจ....แต่ยังไม่เคยขอขมา
บางคนอาจเคยไปแย่งแฟนคนอื่นจนเขาทุกข์และอาฆาต....แต่ไม่เคยขอโทษ (ถ้าเขามีชีวิตอยู่)
ฯลฯ

คนเราเกิดมาหลายภพหลายชาติค่ะ แค่ชีวิตนี้ทำผิดมาตั้งกี่กระทงแล้ว...อย่าได้นับอดีตชาติเลย ดังนั้น เจ้ากรรมนายเวรเพียบ...

ดังนั้นคือ....ไม่มีอะไรดีไปกว่าการตั้งใจเว้นชั่ว ทำดี และหมั่นรักษาใจให้บริสุทธิ์เสมอ

รักษาศีลให้บริสุทธิ์ทุกครั้งที่นึกได้ (สมาทานศีีลก่อนนอนยังได้เลยค่ะ เพราะตอนนอนเราไม่ผิดศีลแน่ ๆ ยกเว้น นอนอยู่กับสามีหรือภรรยาชาวบ้าน)

และทุกครั้งที่ทำดี ไม่ต้องไปวัดหรอกค่ะ แค่ได้เอาผลไม้ดี ๆ ไปให้เจ้านายที่นั่งหน้าเครียดอยู่แล้วเขาขอบคุณเราจากใจจริง...ถ้าเราสุข ณ ตอนนั้น ก็เผื่อแผ่ความสุขไปให้เจ้ากรรมนายเวรหรือเทวดารักษาตัวเราได้ทันที...

ถ้ากลัวไม่ถึง กลับบ้านมามาจุดธูปกรวดน้ำอีกรอบ ระลึกถึงบุญทั้งหมดในวันนั้น ขอพระรัตนตรัยเป็นประธาน เบิกบุญมา เมื่อเราระลึกถึงสิ่งดีงามที่ทำแล้วสุขใจปุ๊บ ส่งบุญทันทีค่ะ

การแผ่บุญนี่เหมือนจุดเทียนค่ะ ยิ่งให้ยิ่งสว่าง และของเราไม่ดับชัวร์...

อ่ะ....จบ ณ จุดนี้ มีหนังสือให้อ่านเยอะค่ะเรื่องนี้...ลองหาอ่านหรือดู Youtube ก็ได้ค่ะ

มาเข้าเรื่องที่บีมคิดจะเขียน....

วันนี้นึกได้ตอนกำลังอาบน้ำ (ดีนะที่วันนี้ไม่ทำงาน ไม่งั้นคงลืมแน่นอนว่าจะเขียนอะไร เพราะตอนอาบน้ำมันจดไม่ได้) ปิ๊งเรื่องของ "พลังชีวิต" ว่ามันเกี่ยวกับสิวและสุขภาพยังไง

จริง ๆ แล้วบีมเป็นคนไม่เข้าใจเรื่องพลังชีีวิตลึกซึ้งค่ะ เลยไม่ค่อยได้ศึกษา แต่พอปิ๊งเรื่องนี้ขึ้นมาก็เห็นความสำคัญของมันละ

เคยได้ยิน "ชี่" มั้ยคะ ที่เวลาเขารำมวยจีน ฝึกชี่่กงอะไรแบบนี้ นั่นล่ะค่ะ เขาฝึกเรื่องการรักษาสมดุลพลังชีวิต

คนที่เล่นคอมเยอะ อยู่กับเครื่องใช้ไฟฟ้าเยอะ บีมคลับคล้ายคลับคลาเคยได้้ข้อมูลจากคุณปลา (ขอถือว่าเธอเป็นเพื่อนที่ช่วยป้อนข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับธรรมชาติบำบัดเยอะมากค่ะ เครดิตเลย) ว่าคนกลุ่มนี้ (ส่วนใหญ่คือคนทำงานออฟฟิต) จะสูญเสียพลังสนามแม่เหล็กในตัว ซึ่งบีมก็เ้ข้าใจไปถึงว่าจะเสียพลังชีวิตไปด้วย...

ขอออกตัวก่อนว่าบีมยังไม่ได้หาข้อมูลเรื่องนี้จริง ๆ จัง ๆ เลยสุ่มเดาด้วยฐานความรู้ชุดเดิมไปก่อน ยังไม่ยืนยันว่าสิ่งที่เขียนนั้นถูกต้อง โปรดใ้ช้วิจารณญาณค่ะ

เอาเป็นว่า...ด้วยวิถีชีวิตของคนยุคนี้นั้นทำให้สูญเสียพลังชีวิตไปเยอะค่ะ

ความแตกต่างของคนที่มีพลังชีวิตเยอะกับน้อยมีดังนี้ค่ะ

พลังชีวิตเยอะ - มีความจำดี มีพลังริเริ่มสิ่งต่าง ๆ รักตัวเองและมอบความรักและความสุขให้คนอื่นเป็น กลุ่มนี้ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่ศันสนีย์ ท่าน ว.วชิรเมธี คุณวิกรม กรมดิษฐ์ คุณตัน โออิชิ คุณโน้ส อุดม และคุณพาที สารสิน (CEO นกแอร์ ถ้าจำไม่ผิด) คุณปัญญา เป็นต้นค่ะ คือเป็นกลุ่มคนที่มีพลังงานบวกในตัวเองสูง

พลังชีวิตน้อย - ความจำไม่ค่อยดี ไม่ค่อยรู้คุณค่าของตัวเอง ขี้เกียจทำสิ่งต่าง ๆ เพลียเรื้อรัง หมดอาลัยตายอยาก ฯลฯ กลุ่มนี้ไม่ขอยกตัวอย่างค่ะ คงจะพิจารณากันได้เอง คือ เป็นกลุ่มคนที่มีพลังงานลบในตัวเองสูง

คราวนี้ เมื่อจิตมันแตกต่าง...ด้วยตรรกะ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว (สัจธรรม) มันจะส่งผลถึงชีวเคมีหรือปฏิกิริยาต่าง ๆ ในร่างกายนี้อันอยู่ในการควบคุมของจิตอีกทีค่ะ

คนที่มีพลังชีวิตเยอะนั้น จิตเขาจะรู้สึกว่า อยากมีชีวิตอยู่เพื่อทำสิ่งดี มีแรงจูงใจให้ก่อสิ่งดี ๆ อยากทำงาน คือ เมื่อจิตรู้สึกว่า "อยากอยู่" (จริง ๆ เขาอาจไม่ได้อยากค่ะ คือ ในกลุ่มผู้ที่บรรลุธรรมขั้นสูง ๆ แล้วจะไม่อยากมีอยากเป็นแล้วค่ะ แต่ว่าพวกเขายังเป็นกลุ่มมีพลังชีวิตเยอะอยู่ เพราะ จิตสว่าง มีเมตตา และพร้อมให้้ค่ะ) คนในกลุ่มนี้นั้น เซลล์ร่างกายก็จะพยายามสู้เพื่อที่จะอยู่ เซลล์จะสดใสเริงรื่น ยินดีปรีดากับแต่ละวินาทีของชีวิต

ดังนั้น เมื่อเขาอยากอยู่ เขาก็อยากผลิตเซลล์ให้มากขึ้น เขาอยากแข็งแรง เขาก็จะต่อสู้เชื้อโรคได้มากขึ้น เขาไม่อยากตาย คำนิยามของร่างกายของคนในกลุ่มนี้คือ สด ใหม่ แข็งแรง รวดเร็ว คล่องแคล่ว ว่องไว

จึงไม่แปลกว่าทำไมคนที่เป็นโรคร้ายแรงเช่น มะเร็ง ถ้ามีแรงใจที่ดี ต่อให้ใ้ช้ยาจนหมดหนทางแล้ว แต่ถ้าใจมันยังอยากอยู่ มันก็จะสู้ มันก็จะผลิตพลังใหม่ ๆ เซลล์ที่ดีใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ทุกครั้งที่เขามีพลังใจ...

ยกตัวอย่างใกล้ตัวค่ะ คุณยายของบีมเป็นมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่บีมเกิด คือ พ.ศ. 2526 จริง ๆ แล้วท่านอาจต้องเสียชีวิตไป ณ ตอนนั้นแล้ว...แต่คุณแม่เล่าว่า...คุณยายบอกว่า ยังตายไม่ไ้ด้ ต้องอยู่เพื่อหลาน....จากวันนั้นถึงวันสุดท้ายในชีวิตของคุณยายคือ 5 ตุลาคม 2552 คุณยายต้องทนอยู่กับอาการข้างเคียงต่าง ๆ หลังการรักษา และยังตรวจพบเชื้ออยู่เรื่อย ๆ แต่ไม่รุนแรง (เพราะท่านหัวเก่าด้วยค่ะ ไม่ได้ดูแลสุขภาพองค์รวมแบบเรา) นับเป็นเวลาทั้งหมดประมาณ 26 ปีที่สู้มาได้...ตอนนี้คุณยายท่านมาเกิดเป็นน้องมดส้มแล้วค่ะ (ความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ)

ในทางตรงข้ามนะคะ คนที่รู้สึกว่าชีวิตนี้ทุกข์เหลือเกิน ไม่อยากอยู่แล้ว...คือ อยู่ไปแบบแกน ๆ อยากตายก็ตายไม่ได้ แต่อยู่ก็ไม่ได้สุขนัก จิตลักษณะนี้จะพาให้ปฏิกิริยาในร่างกายแปรปรวนไปด้วยค่ะ

คือ ตอนอารมณ์บวก ๆ .... ทุกกระบวนการในร่างกายก็จะดูดีทีเดียว คือ เหมือนคนที่มีพลังชีวิตเลย

แต่พออารมณ์ลบ ๆ มา....คราวนี้ล่ะ ร่างกายเริ่มเกิดอาการอยาก shut down ไปโดดตึกเสียให้ตาย...คือ ระดับความดราม่าจะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของจิตใจและสภาพปัญหาที่มากระทบและตัวสติที่มี

ตอนที่พลังชีวิตมันเหลือน้อย ๆ นี้ เหมือนกับตอนที่เราจะตายน่ะค่ะ คือ เซลล์ของเราเขารู้สึกว่าเราไม่ได้ต้องการเขาแล้ว...เขาก็จะเริ่มมีกิจกรรมน้อยลงละ ไม่ค่อยอยากอาหาร ไม่ค่อยอยากดูดซึมอะไรเข้าร่างกาย ไม่อยากสร้างเซลล์ใหม่ คือ ลักษณะเหมือนคนที่ไม่ค่อยมีใครต้องการ เขาก็มักจะเก็บตัวเงียบ ๆ ในห้องไงคะ ให้มันเหี่ยวแห้งกันไปข้างหนึ่ง

คราวนี้ก็มาเกี่ยวกับผิวด้วยแล้ว...คือ แผลก็หายยาก เพราะว่าภูมิคุ้มกันมันขี้เกี่ยจสู้ละ จะสู้ทำไมในเมื่อเจ้านาย (จิต) เขาไม่ได้ต้องการให้ร่างกายนี้อยู่แล้ว...รอยแผลเป็นก็หายยาก ผลัดเซลล์ก็ช้า (เพราะจะสร้างมาใหม่ทำไม เขาไม่ได้ต้องการแล้วนี่)

ยิ่งถ้าป่วยระยะสุดท้ายแล้วอยากตายไว ๆ ก็อาจได้ไปสมใจในเร็ววันค่ะ...

คำตอบของสุขภาพดีมันอยู่ที่จิตทั้งนั้นเลยค่ะ...

และคนเราเป็นโรคก็เพราะกิเลสทั้งนั้น...ลดกิเลส มันก็ลดโรคได้

.....แต่ก็อีกนะคะ หลายคนที่เป็นสิว ก็แอบมาตัดพ้อกับบีมอยู่เสมอ ๆ ว่า...ทำไมเพื่อนที่นั่งวงเหล้าเดียวกัน มันไม่เห็นมีสิวสักเม็ด...

บีมจะบอกว่า...ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่างเขาค่ะ เราถามคำถามนี้ไป ใ่ช่ว่าสิวบนหน้าจะลดลง....

ก็กรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกันนี่คะ...จะให้ทุกคนเหมือนกันหมดได้อย่างไร...

ทุกคนมีความทุกข์หมดล่ะค่ะ เพื่อนหน้าเด้งเขาก็ทุกข์เหมือนกันว่า ถ้าวันไหนไม่เด้ง แฟนจะรักมั้ย... ดาราหน้าเด้ง ก็ทุกข์ในแบบของเขา...ถ้าวันหนึ่งเราไม่เด้ง แล้วจะมีงานไหม...เด้งไม่เท่าคนอื่นหรือเด้งน้อยกว่าคนอื่น ก็งานไม่เข้าอีก...ก็ต้องเสียเงินไปทำนู่นนี่นั่น...แล้วก็มาแข่งกันสวยอีก จะไปงานไหนทีก็ต้องเริ่ด...

มันก็ทุกข์หมดค่ะ...ใช่ว่าเราเป็นสิวจะทุกข์อยู่คนเดียว...

บีมแนะนำว่า ถ้าทุกข์มาก ๆ ลองไปทำบุญโดยการนวดเด็กอ่อนดูสิคะ เด็กกำพร้าที่พ่อแม่เขาทอดทิ้งน่ะค่ะ คือเป็นอาสาสมัคร บีมเคยไปดูเพราะเพื่อนเขาอุปถัมภ์เด็กที่นั่น แล้วเขาพาทัวร์ค่ะ บีมว่าเป็นกิจกรรมที่ดีมากนะ ทำบุญกับชีวิตหนึ่งให้เขาวางใจโลกภายนอกนั้นใช่เรื่องง่ายเลย...และใช่ว่าครั้งเดียวจะดีขึ้นเลย...และเป็นกิจกรรมที่เราจะได้รู้จักสร้างและส่งผ่านความรักไปยังเด็กค่ะ เราจะเลิกคิดถึงสิวบนหน้าไปเลย ณ ขณะที่เรานวดให้เด็ก สร้างและส่งความรักไปยังเด็กคนนั้น ยิ่งมองเข้าไปในแววตาของพวกเขา จะยิ่งเห็นความทุกข์ ...

และที่สำคัญ เด็กเขาไม่สนใจสิวบนหน้าคุณแน่นอน...

บีมจะเล่าให้ฟังค่ะว่า .... ในแต่ละวัน บีมงานค่อนข้างยุ่ง ทั้งดูแลมดส้ม (ลูกสาว 7 เดือน) ทั้งแพ็คของ รับสายลูกค้า ตอบอีเมล ฯลฯ แทบไม่มีเวลาได้แต่งตัวและแต่งหน้าเลย (ทั้งที่ขายของประเภททำให้สวยงาม) บางวันใส่ชุดนอนทั้งวันเลยนะ

บางวันหน้าแอบโทรม ตาโหล เพราะกลางคืนนอนไม่พอ คุณพี่กรนบ้างไรบ้างตามประสาผู้ชาย มดส้มตื่นตี 4 บ้างอะไรอย่างนี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ค่ะ

แต่มดส้มไม่เคยสนใจเลยว่า แม่จะสิวขึ้น หน้าโทรม ผมไม่ได้สระ ฟันไม่่ได้แปรง น้ำไม่ได้อาบ ใส่ชุดนอนทั้งวัน ฯลฯ

แต่เขากลับเรียกร้องหาความรักและความอบอุ่นจากเรา...ไม่สนใจอะไรข้างต้นนั้นสักนิดเดียว...

และ ณ วินาทีที่เราเข้าไปกอดเขา พูดคุยกับเขา เล่นกับเขาให้เขายิ้มและสุขได้นั้น...มันจะสุขแบบลืมไปเลยว่าตัวเองนั้นโทรมขั้นสุด...รู้สึกมีคุณค่า รู้สึกอยากมีชีวิตอยู่เพื่อเขา เพื่อคนอื่น...และรู้สึกความรักที่เบ่งบานในตัวเอง...

ใครเป็นสิว บีมแนะนำเลยค่ะ ไปนวดเด็กอ่อนที่เขากำพร้า...ไปเป็นประจำ ไปช่วยให้เขาคลายแววตาจากทุกข์และหวาดระแวงโลกนี้ไปเป็นสุข...อย่าไป ๆ หาย ๆ เพราะนั่นจะทำให้เขายิ่งทุกข์ค่ะ

เด็กอ่อนนั้นประตูทางจิตยังไม่ปิดสนิท ถ้าคุณไปครั้งแรก เขาจะจำจิตของคุณที่มาสัมผัส...เขาจะจำนะแต่ยังพูดไม่ได้...ถ้าคุณหายไป เขาอาจร้องหาได้โดยไม่มีสาเหตุนะคะ...ดังนั้น ก่อนไป ขอให้คิดดี ๆ ก่อนว่าเราจะไปทำสิ่งนี้เพื่อให้ความรักแก่น้อง ๆ จนเขาสุขจริง ๆ ห้ามไปด้วยจิตที่คิดว่า ฉันจะไปเพื่อให้สิวฉันหาย...แม้จะไปทำกิจกรรมเดียวกัน แต่จิตที่คิดต่างกัน จะทำให้ได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกันค่ะ

ทำสิ่งนั้นเพื่อให้จบในสิ่งนั้น อย่าทำสิ่งหนึ่งเพื่อหวังให้ได้สิ่งอื่นค่ะ...

เด็กอ่อนจะืทำให้คุณเติบโตทางจิตวิญญาณ...รู้จักความรักและคุณค่าในตัวคุณเอง...

เมื่อใดที่ท้อแท้...กับเรื่องสิว...โปรดนึกถึงประสบการณ์ความรักที่คุณได้ให้กับเขา และการที่เขาค่อย ๆ สนองตอบกลับมา...และขอให้นึกว่าแม้คนบนโลกนี้ทั้งหมดจะมองมาที่สิวของคุณ แต่ถ้ามีเพียง 1 คนที่เขาไม่สนใจสิวของคุณ แต่เขาสนใจความรักและความอบอุ่นจากคุณ....เท่านี้้ก็เพียงพอแล้วค่ะ

หมั่นสะสมประสบการณ์ที่ดีงามให้ีชีวิตค่ะ เพราะสิ่งนี้จะทำให้อารมณ์ของคุณมั่นคงขึ้น คุณจะเริ่มมีพลังชีิวิตที่มั่นคงถาวร...ไม่แปรปรวน (คนอารมณ์แปรปรวนมีปัญหาสุขภาพมากใช่มั้ยล่ะคะ) ไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ

ผลลัพธ์ที่ได้นั้น...มากกว่าสุขภาพที่ดีและสิวที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ

อนุโมทนาล่วงหน้าค่ะ....

Comments

Popular posts from this blog

บทสวดก่อนกินข้าว (ละอัตตาของการบริโภคนิยม)

บีมกลัวลืมค่ะ เลยรีบมาอัพแต่เช้า เอาไว้ให้ตัวเองอ่านด้วย และคงจะเป็นประโยชน์หากเพื่อน ๆ จะนำไปใช้ด้วย เพื่อละกิเลส ณ เวลาที่กินอะไร...
ไปเจอ 2 บทพิจารณาที่บอร์ดพลังจิต...มีดังนี้
บทที่ 1
ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า หลายคนเหนื่อยยาก ลำบากหนักหนา สงสารบรรดา คนยากคนจน ในโลกนี้ ยังมีคนที่จนยาก แสนลำบาก อัตคัตและขัดสน อย่ากินทิ้งขว้างตามใจตน สงสารคนอื่นที่ไม่มีกิน ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณแม่ครัว ที่ท่านกรุณา เมตตาทำอาหารมาให้ เราชาว...(ระบุ)...ซาบซึ้งน้ำใจ ตั้งแต่นี้ต่อไป จะทำความดีตอบแทน...
ตรง เราชาว...บีมก็ไม่มีไอเดียว่าให้ใส่อะไร หรือต้องใส่ "ชาวโลก"? ไม่รู้นะคะ อาจจะใส่ชื่อเราก็ได้


บทที่ 2 ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ เนวะทวายะ นะ มะทายะ นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะ ยะวะเทวะ อิมัสสะกายัสสะ ฐิติยายาปะนายะ วิหิงสุปะระติยา พรัหมะจริยานุคคะหายะ ดิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามินะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ ยาตรา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะผาสุวิหาโรจาติ
คำแปล
ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วฉันบิณฑบาต เนวะ ทวายะ ไม่ให้เ…

วิธีล้างลำไส้แบบธรรมชาติ

เราควรมารู้จักก่อนว่า ของเสียและพิษที่สะสมในลำไส้นั้นมีอะไรบ้าง จะได้เข้าใจถึงกระบวนการล้างได้ถูกวิธี
พิษสะสมในลำไส้หลัก ๆ มาจากสิ่งต่อไปนี ลิ่มของนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวที่เป็นเมือกเหนียวอันเกิดจากการรวมตัวระหว่างนมกับน้ำย่อย ส่วนนี้จะไปเป็นเมือกเกาะติดตามผนังลำไส้น้ำมันพืชชนิดไม่อิ่มตัวสายยาวและไขมันทรานส์ที่จะเกาะอยู่ตามผนังลำไส้หากลำไส้เล็กย่อยไม่ได้หมดหรือย่อยไม่ได้เลยอาหารที่ย่อยไม่หมดจากระบบย่อยไม่สมบูรณ์ (เพราะตับ ลำไส้เล็ก ตับอ่อน ผลิตภัณฑ์เอ็นไซม์ย่อยไม่ได้มากนัก หรือการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด)อาหารที่น้ำย่อยย่อยไม่ได้ หลัก ๆ คือ อาหารแปรรูปและอาหารผ่านไมโครเวฟพยาธิและจุลชีพที่เป็นโทษที่ติดมากับอาหาร ผักสด เนื้อสด เป็นต้น กลุ่มนี้จะมาโตในลำไส้ของเราได้ด้วยและแพร่กระจายไปจุดอื่น ๆ ได้ด้วยสารสังเคราะห์ที่ผสมในอาหาร เช่น สารกันเสีย สีผสมอาหาร สารแต่งกลิ่น ผงชูรส ฟอร์มาลีน เป็นต้นยาปฏิชีวนะที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในร่างกายทั้งตัวที่ดีและไม่ดี และยาบางชนิดก็ไประคายเคืองผนังกระเพาะและลำไส้อีกด้วย ทำให้ผนังลำไส้เสียหาย ดูดซึมสารอาหารและน้ำได้ไม่ดี
พิษเหล่านี้จะสร้างภาวะที่เป็นกรดและความร้…

ปิดฉาก "สิวเรื้อรัง" ด้วยการล้างพิษท่อน้ำดีและตับ

หนังสือเล่มนี้...บังเอิญครูโชคดี เห็นที่บ้านคุณแม่มานานพอสมควรแล้ว
คุณแม่บอกว่า หนังสือดีมาก แต่ไม่รู้เป็นอะไร ครูก็ยังไม่ยอมหยิบติดมือกลับมาอ่านเสียที
ทั้งที่หนังสือนี้เขียนโดยนายแพทย์ด้านธรรมชาติบำบัดที่มีชื่อเสียงมาก
นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล...

จนเมื่อไม่นานมานี้ ไปเยี่ยมคุณแม่ และรู้สึกว่า เล่มนี้ดึงดูดผิดปกติ
จนต้องหยิบมาอ่าน...อ่านแล้ว..."ต้องขอยืมคุณแม่กลับ"

รู้สึกได้ทันทีว่าจะมีประโยชน์มาก ๆ ต่อตัวเองและแฟนเพจ ลูกศิษย์ ลูกค้า
ที่มีปัญหา "สิว" อย่างแน่นอน ทั้งที่ยังไปได้เพียง 1/4 ของเล่ม
แต่จากประสบการณ์เรื่องการบำบัดสิวแนวธรรมชาติกว่า 8 ปี

อ่านแว่บเดียวก็รู้สึกเลยว่า...

คุณหมอให้ข้อมูลที่แน่นมาก (แม้จะดูเล่มเล็กก็เถอะ แต่แน่นจริงๆ)ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลกันดีมาก เข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งสำหรับครู (เพราะตัวครูเองก็ลงมือปฏิบัติเลยรู้ว่าที่คุณหมอให้ข้อมูลในหนังสือ เป็นความจริงทั้งหมด) แต่...คุณหมอไม่ได้เขียนถึงเรื่อง "สิว" เลยแม้แต่น้อยนะคะ คุณหมออธิบายเรื่อง "นิ่ว" ในท่อน้ำดีตับ ท่อน้ำดี และถุงน้ำดี ว่ามันทำให้มีปัญหาอะไร มันก่อตัวมาอย่างไร?