นำเสนอวิธีคิด + วิธีการใหม่ ในการ "ป้องกัน บำบัด ฟื้นฟู" ภาวะ "สิวในวัยผู้ใหญ่" (Adult Acne) แนวธรรมชาติบำบัดองค์รวมจากประสบการณ์ตรงเรื่องสิวกว่า 23 ปี นักเขียนเจ้าของผลงาน "สิวซีเคร็ต" และหนังสือสิวอีกหลายเล่ม วรดาภา สุขพิมลกุล (บีม)

โพสต์สำคัญที่ต้องอ่านก่อน!

สาเหตุของสิววัยผู้ใหญ่ (Adult Acne) ที่ขึ้นหลังวัย 20 ปี

สิววัยผู้ใหญ่ คือ อะไร? สิวในวัยผู้ใหญ่  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า  Adult Acne  แต่ละสำนักอาจจะให้นิยามสิว ชนิดนี้แตกต่างกัน  แต่จากประสบก...

Sep 11, 2009

อยากรู้มั้ยคะ ว่าทำไมบีมถึงเป็นสิว มาดูผลตรวจสุขภาพของบีมกัน


ตั้งแต่2 วันก่อน บีมคิดว่าจะเอาผลตรวจสุขภาพเมื่อปลายปีที่แล้วมาดูค่ะ เพราะได้เรียนรู้จากหนังสือของ Seppo ว่าคนที่เป็นสิวเรื้อรัง จะมีสาเหตุจาก
  1. ระดับน้ำตาลในเลือดที่ไม่เสถียร หรือ

  2. ระดับไขมันในเลือดสูง หรือ

  3. มีการอักเสบเรื้อรัง (Chronic inflammation)

อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีครบทั้งหมด

เมื่อเช้าเอาผลตรวจร่างกายมาดู

แอบตกใจ ว่ามันเป็นไปอย่างที่ Seppo พูดจริง ๆ ด้วยค่ะ

บีมเอง ไม่ใช่หมอ หรือคนทำงานวงการนี้นะคะ แต่ว่า ก็ google และก็ผนวกกับความรู้สมัย ม.6 ที่ยังพอมีเหลือ อิอิ ก็พอจะเข้าใจว่าผลตรวจออกมาเป็นยังไงนะคะ


อันแรกนี้ บีมจะให้ดูว่า ระดับกลูโคสของบีมนั้น อยู่ในขั้นปกติ นั่นหมายถึงว่า ระดับน้ำตาลขณะอดอาหารถือว่าไม่เป็นไร ไม่ได้เป็นเบาหวานและไม่ได้น้ำตาลในเลือดต่ำจนทำให้เวียนหัว หน้าืมืดได้

แสดงว่า สาเหตุของสิวบีมไม่น่าจะเกิดจากตรงนี้ค่ะ เพราะฉะนั้น ตามที่ Seppo ได้แนะนำคือ ถ้าหากค่าระดับน้ำตาลตรงนี้ไม่สูงจนเกินไป ก็สามารถกินคาร์โบไฮเดรตมาก ๆ ได้ แ่ต่ควรเป็นคาร์โบไฮเดรตจากผลไม้ที่กากใยอาหาร จะทำให้ระดับน้ำตาลไม่กระโดด ไม่แกว่งค่ะ เพราะใยอาหารจากผลไม้จะช่วยทำให้การดูดซึมน้ำตาลกลูโคสสู่กระแสเลือดเป็นไปอย่างคงที่

แต่ตัวเจ้าปัญหาคือ อันนี้ค่ะ


จะเห็นว่า มีดอกจันทร์ทั้งหมด 2 ดอก คือ Total Cholesterol กับ LDL Cholesterol ที่มีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐานไปมาก (ถ้าเห็นไม่ัชัด คลิกที่รูปนะคะ มันจะขึ้นหน้าใหม่ให้ดูรูปขนาดจริงที่บีมโหลด คือ LDL หรือไขมันชนิดเลวบีมมี 3.39 mmol/L ในขณะที่มันควรจะมีต่ำกว่า 2.58 ค่ะ)

เลยทำให้ไขมันโดยรวมในเลือดมีค่าสูงกว่าที่ควรจะเป็น

จากหนังสือของ Seppo การมีไขมันในเลือดสูงทำให้เกิดภาวะ "ดื้ออินซูลิน" Insulin Resistance เป็นภาวะที่อินซูลินไม่สามารถจะนำกลูโคสที่ได้รับจากอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้ตับอ่อนต้องเพิ่มกำลังการผลิตอินซูลินออกมาเพิ่มอีกจำนวนมาก ทำให้ระดับกลูโคสลดลงมาก และเกิดเ็ป็นวงจรต่อเนื่องไปค่ะ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือด แม้ไม่สูง แต่มีการแกว่งค่อนข้างมาก จึงทำให้เกิดสิวเรื้อรังค่ะ

ตัวสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับสิว คือ การอักเสบ ค่า C-Reactive Protein (hsCRP) อยู่ที่ 5.1 mg/L ซึ่งในเอกสาร เค้ามีไกด์ไลน์ว่า ถ้าหากค่าีู้นี้สูงเกินกว่า 3.0 mg/L จะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจสูง ซึ่งของบีมเลยมาเยอะ

และเค้ายังบอกอีกว่า ถ้าได้ค่า hsCRP มากกว่า 5.0 mg/L แล้ว ควรจะต้องตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อหา "ต้นเหตุของการติดเชื้อ หรือ การอักเสบ" ค่ะ

ถ้าบีมให้ข้อมูลตรงไหนผิดก็ชี้แนะมาได้ค่ะ บีมรับฟังและจะได้มาแก้ใหู้ถูกต้อง

ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มา ก็ยิ่งทำให้บีมเข้าใจมากขึ้นว่า ที่ Seppo และข้อมูลที่บีมเคยได้รับมาตลอดระยะเวลาที่รักษาสิวด้วยตัวเองนี้ มันค่อนข้างเชื่อถือได้ และพิสูจน์ได้จริง

ผลการตรวจนี้ ตรวจเมื่อตอนที่บีมทำงานอยู่ที่มาเลเซียค่ะ เป็น lab ที่มีชื่อว่า Gribbles เมื่อปลายปีที่แล้วนี้เอง

จะเห็นว่า บีมมีปัจจัยแห่งสิวเรื้อรังถึง 2 ข้อ คือ ไขมันชนิดเลวสูง และ การอักเสบหรือติดเชื้อ

การจะหาสาเหตุเป็นเรื่องที่เหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทรค่ะ เพราะระบบร่างกายของเราช่างซับซ้อน คอมพิวเตอร์ที่ว่าฉลาดก็ยังไม่สามารถทำได้เหมือนเรา มีที่ไหนคะที่จะหัวใจเต้นได้ตลอดอายุการใช้งาน หายใจได้ตลอดอายุการใช้งาน

อวัยวะทำงานเองโดยไม่ต้องสั่ง

สิ่งที่เราทำได้คือ หลังจากเราตรวจมาแล้ว จะได้หายข้องใจ หรืออย่างน้อยเป็นไกด์ไลน์ให้เราเลือกอาหารและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อลดปัจจัยดังกล่าว

มันก็มีแค่ทางเดียวคือ ธรรมชาติบำบัดค่ะ

เพราะทางอื่น ไม่ว่าจะเป็นกินยา ทายา ก็ไม่ได้ทำให้ไขมันชนิดเลวลดน้อยลง ตัวยาบางตัวทำให้ไขมันในเลือดเพิ่มสูงขึ้นด้วยซ้ำ พอเลิกกินก็เป็นหนักกว่าเดิม ก็เพราะเหตุนี้ล่ะค่ะ

และการกินยาหรือทายา ก็ไม่ได้ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ และไม่ได้ช่วยให้ลดการอักเสบในร่างกาย (หมายถึงการอักเสบเรื้อรังค่ะ)

ก็จะมีแต่การสร้างสมดุลเดิมให้กลับคืนมาเท่านั้นล่ะค่ะ

ให้เวลากับร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเอง บางคนสิวอาจขึ้นช่วงแรก ๆ หรือ ตอนแรกๆ กินแล้วหาย และอาจจะมีขึ้นอีกบางครั้ง

ขอให้ทราบว่า นั่นเป็นกระบวนการรักษา ซ่อมแซมของร่างกาย

เพราะเนื้อเยื่อ เซลล์ต่างๆ ของเรานั้นมีเป็นหมื่นล้าน เราบอกไม่ได้แน่ชัดหรอกค่ะว่า จุดเสียมันอยู่ตรงไหน ยกเ้้ว้น หมอจีนเก่ง ๆ มั้งคะ :-) บีมเชื่อหมอจีนนะ ชอบแนวคิดเค้ารักษาแบบองค์รวมดี

แต่ก็ขอให้เข้าใจอีกเช่นกันว่า การรักษาที่ดี คือ การป้องกันไ่ม่ให้มันเกิด ฟื้นฟูร่างกายให้เข้าสู่สมดุล นั่นเป็นหลักการแพทย์และสาธารณสุขที่ควรจะเป็นค่ะ

ไม่ใช่ "เกิดโรค" แล้ว "รักษา"

ถึงตรงนี้ เพื่อน ๆคนไหนจะลองไปตรวจดูก็ได้นะคะ แต่ถ้าไม่ตรวจก็ไม่มีปัญหา เพราะยังไงเสีย วิธีการแก้ไขก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะตรวจหรือไม่ตรวจ คือ ปรับสมดุลของร่างกายด้วยการทำให้ครบองค์ประกอบแห่งสุขภาพ 6 ข้อ น.ส. 4 อ. (นอนหลับ แสงแดด อาหาร อากาศ อารมณ์ และ ออกกำลัง)

ขอให้สุขภาพดีถ้วนหน้าค่ะ

ส่วนนี่ก็เป็นลิงค์้ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บีมไปหาความรู้เพิ่มเติมมาค่ะ
http://en.wikipedia.org/wiki/Reactive_lymphocyte
http://www.elib-online.com/doctors3/gen_lab01.html

0 ความคิดเห็น: